"ภราดร" เผยรัฐบาลเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน Matching Fund บริหารงบกลางปี 2570 จำนวน 12,000 ล้านบาท
ร่วมลงทุนกับ อปท. ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด จูงใจให้ อปท. นำเงินนอกงบฯ มูลค่าหลายแสนล้านบาทมาพัฒนาพื้นที่
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลได้ตั้งงบกลางไว้ราว 12,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขับเคลื่อนโครงการกองทุนสมทบ หรือ Matching Fund ในการต่อยอดการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดในหน่วยงานท้องถิ่น และส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานภาครัฐ
ในส่วนของกลไกการขับเคลื่อน หลังจากเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการ โดยมีสำนักงบประมาณเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับกระทรวงการคลัง ในการคิดคำนวณและกำหนดเกณฑ์การคัดเลือก
จากนั้นจะเปิดให้หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ Matching Fund นำเสนอโครงการเข้ามาให้คณะกรรมการพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนต่อไป
ดึงเงินนอกงบฯ ‘อปท.’ ตกค้างหลัก ‘แสนล้าน’
ทั้งนี้ ที่มาของโครงการดังกล่าว เกิดจากแนวคิดที่รัฐบาลต้องการดึงเงินสะสมและเงินนอกงบประมาณที่ตกค้างอยู่ในหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์
ทั้งนี้ เบื้องต้นประเมินว่า หน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศมีเงินสะสมจมอยู่มหาศาล คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทโดยไม่ได้ถูกนำมาใช้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเท่าที่ควร ดังนั้น รัฐบาลจึงตั้งใจหามาตรการจูงใจเพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้ดึงเงินสะสมออกมาร่วมลงทุนพัฒนาพื้นที่
“เรารู้ว่าเงินนอกงบฯ ที่อยู่ในหน่วยงานทั้งประเทศน่าจะมีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในท้องถิ่นก็หลายแสนล้านบาท ซึ่งไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์มากนัก ดังนั้น เราเลยตั้งใจที่จะหาวิธีในการที่จะเอาเงินเหล่านี้ออกมาใช้ประโยชน์ จนเกิดโครงการนี้ขึ้นมา เรียกว่า Matching Fund”
‘Matching Fund’ รัฐสมทบ หนุนท้องถิ่นเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะยาว
สำหรับรูปแบบการดำเนินงาน รัฐบาลจะใช้กลไก Matching Fund ในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง (50:50) โดยใช้เงินงบกลางที่จัดสรรไว้ 12,000 ล้านบาท เป็นเงินสมทบ 50% และให้หน่วยงานราชการหรือ อปท. นำเงินสะสมหรือเงินนอกงบประมาณของตนเองมาร่วมสมทบอีก 50%
วัตถุประสงค์หลักของโครงการ
มุ่งเน้นการช่วยลดและเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยไม่จำกัดอยู่แค่การลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เท่านั้น ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นการลงทุนทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าสาธารณูปโภคของหน่วยงานภาครัฐในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน





