วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2569

Login
Login

‘ภราดร’ เร่งจัดสรรงบกลางเยียวยาน้ำท่วม ก่อนประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน เริ่มใช้ 1 ต.ค.นี้

‘ภราดร’ เผยรัฐบาลเตรียมจัดสรรงบกลางเยียวยาน้ำท่วมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติคุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.นี้ สั่งการเร่งบริหารจัดการน้ำภาคกลางแบบก้างปลา ชะลอการผันน้ำเข้าทุ่งนาจนกว่าจะเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจัดสรรงบกลางมาใช้เยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชนเต็มจำนวน 100% สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วม หรือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2569 เพื่อเป็นมาตรการรองรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่ระบบกรมธรรม์ประกันภัยภัยพิบัติจะเริ่มมีผลบังคับใช้

“ในส่วนของการเยียวยาประชาชน ยังไงรัฐต้องรับผิดชอบ 100% อยู่แล้ว แม้ว่ากรมธรรม์จะเริ่มวันที่ 1 ต.ค. แต่เหตุการณ์ความสูญเสียใดที่เกิดก่อนวันที่ 1 ก็ต้องเป็นหน้าที่ของเรา”

‘ภราดร’ เร่งจัดสรรงบกลางเยียวยาน้ำท่วม ก่อนประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน เริ่มใช้ 1 ต.ค.นี้

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุด ได้อนุมัติวงเงินงบประมาณ 15,500 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยภัยพิบัติให้แก่ครัวเรือนทั่วประเทศครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน โดยแบ่งการจ่ายเงินออกเป็น 2 งวด ได้แก่ งวดที่ 1 ในปีงบประมาณ 2569 จำนวน 10,000 ล้านบาท และงวดที่ 2 ในปีงบประมาณ 2570 จำนวนกว่า 5,500 ล้านบาท

ซึ่งขณะนี้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งดำเนินการลงนามสัญญา โดยกรมธรรม์ดังกล่าวจะเริ่มมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมและมาตรการเยียวยาประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยของบริษัทเอกชนแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

1. การช่วยเหลือเร่งด่วน เมื่อจังหวัดประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม จะใช้วิธีตรวจสอบพื้นที่ผ่านระบบดาวเทียม และบริษัทประกันจะโอนเงินช่วยเหลือเบื้องต้นทันที 10,000 บาท ภายใน 7 วัน

2. การจ่ายตามความเสียหายจริงหลังจากน้ำลดลง จะมีการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของตัวบ้านและทรัพย์สิน (เช่น โต๊ะ เตียง ตู้ เครื่องใช้ไฟฟ้า) เพื่อจ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติมสูงสุดอีก 90,000 บาท รวมวงเงินความช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน รวมถึงสถานประกอบการและร้านค้า

นอกจากนี้ นายภราดร ยังกล่าวด้วยว่า เพื่อป้องกันปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเยียวยา รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนที่ไม่มีทะเบียนบ้าน หรือประชาชนที่สร้างที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ราชพัสดุ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

ส่วนพื้นที่เกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะรับผิดชอบเยียวยาความเสียหายตามเกณฑ์เฉพาะ เช่น นาข้าว หรือพืชสวน ตามอัตราต่อไร่ที่กำหนดไว้

อีกด้านหนึ่ง นายภราดร กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลางว่า รัฐบาลได้ประชุมร่วมกับกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือช่วงสถานการณ์น้ำวิกฤต โดยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  1. การบริหารจัดการน้ำแบบก้างปลา เน้นการกระจายและระบายน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจท้ายน้ำ
     
  2. การชะลอการผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ กำชับให้ชะลอการผันน้ำเข้าพื้นที่ทุ่งรับน้ำ จนกว่าเกษตรกรในพื้นที่นั้น ๆ จะดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จสิ้น 100% เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร