วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2569

Login
Login

“เอกนิติ” ยังไม่เคาะตัวเลขภาษีรถยนต์ 3 ขั้น ขอฟังเสียงค่ายรถก่อน จ่อคลอดภาษี EV นำร่อง

“เอกนิติ” สั่งสรรพสามิตเร่งศึกษาภาษีรถยนต์ 3 ขั้น ยังไม่เคาะตัวเลข เหตุต้องรอฟังเสียงอุตสาหกรรม เร่งคลอดภาษี BEV และ REEV ก่อนเป็นอย่างแรก จูงใจค่ายรถยนต์เร่งตั้งฐานการผลิตในไทย ด้าน “ศุลกากร” ชี้ลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์อุ้มผู้ผลิตในประเทศ เป็นเรื่องนโยบายต้องถามพาณิชย์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตเร่งดำเนินการศึกษาและพิจารณารายละเอียด โดยเน้นย้ำให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำข้อเสนอแนะและปัจจัยต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบ

โครงสร้างการจัดเก็บภาษีเบื้องต้นแบ่งออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่ 

  1. กลุ่มผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) จำนวนมาก จะเสียภาษีต่ำที่สุด
     
  2. ผู้ผลิตที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับปานกลาง แต่มีศักยภาพพัฒนาไปสู่การใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต หรือจำเป็นต้องนำเข้าบางรุ่นเพื่อทดลองตลาด จะเสียภาษีปานกลาง 
     
  3. รถนำเข้าสำเร็จรูป (CBU) จากต่างประเทศแล้วนำมาจำหน่ายในประเทศไทย จะเสียภาษีสูงที่สุด

 

ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการภาษีที่เป็นเรื่องด่วนและต้องดำเนินการก่อน จะเน้นไปที่ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า ทั้ง BEV และ REEV เป็นเป้าหมายแรก เพื่อสร้างความชัดเจนให้ค่ายรถยนต์สามารถวางแผนการผลิต จัดหาชิ้นส่วน หรือคำนวณต้นทุนการผลิตในไทยให้ได้เร็วที่สุด รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการนำเข้าสู่การผลิตจริง 

“จากที่ได้หารือกับ รมว.อุตสาหกรรมญี่ปุ่น เขาก็ถามเหมือนกันว่าเรื่องภาษีของเราจะเป็นอย่างไร ซึ่งเบื้องต้นก็ได้ให้สรรพสามิตไปเร่งทำอยู่ เพราะต้องฟังเสียงภาคอุตสาหกรรมด้วย แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า (อัตราภาษี) จะต้องเป็น 30% หรืออะไร ที่แน่ ๆ ตอนนี้คือแบ่งเป็น 3 ขั้น” 

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ในส่วนของภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัจจุบันอยู่ที่ 0% จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยทำร่วมกับหลายประเทศโดยเฉพาะกับจีน ซึ่งเป็นการยกเว้นเฉพาะการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) เท่านั้น ไม่รวมการนำเข้าชิ้นส่วนหรือแบตเตอรี่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการเจรจา FTA ในอดีต ไม่มีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในปริมาณมากอย่างในปัจจุบัน จะมีก็แต่รถกอล์ฟไฟฟ้าเท่านั้น ทำให้กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้แทนเจรจาขณะนั้น ยอมลดเงื่อนไขภาษีศุลกากร เพราะเห็นว่ามูลค่าการนำเข้าไม่ได้มีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การที่สินค้าหลายหมวด รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้สิทธิประโยชน์ FTA ด้วยภาษีศุลกากร 0% ส่งผลให้รายได้จากภาษีศุลกากรโดยตรงของกรมฯ มีแนวโน้มลดลง แต่กรมศุลกากรยังคงสามารถจัดเก็บรายได้หลักจากการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีสรรพสามิตแทนหน่วยงานอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

“พอมี FTA แล้ว ภาษีศุลกากรก็จะเป็นศูนย์ สังเกตวันนี้ เราเก็บภาษีศุลกากรได้จากไม่กี่ประเทศ เพราะส่วนใหญ่เรามี FTA หมดแล้ว มีที่เก็บได้ก็เช่น จากสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และจากยุโรปเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นมันก็เป็นศูนย์หมดแล้ว ทุก 100 บาท เราเก็บภาษีได้แค่ 82 สตางค์เอง”

นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์การเว้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงชิ้นส่วนยานยนต์หรือแบตเตอรี่ โดยปัจจุบันการนำเข้าชิ้นส่วนฯ จากต่างประเทศ กรมศุลกากรยังคงมีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตามอัตราปกติ

ส่วนในอนาคตจะมีการปรับลดภาษีศุลกากรนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ลงเหลือ 0% เพื่อช่วยผู้ผลิตในประเทศหรือไม่นั้น มองว่าเป็นเรื่องเชิงนโยบายต้องถามไปยังกระทรวงพาณิชย์