วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน 2569

Login
Login

ดันประมูล 'อันดามัน' ดึงทุนใหญ่สู้วิกฤต LNG 'พลังงาน' รื้อกฎหมายปูทาง CCS

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กางยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงาน ดึงบิ๊กพลังงานข้ามชาติประมูลแหล่งอันดามัน คาดรู้ผลกลางปี 2570 พร้อมเร่งเสนอแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ปลดล็อกแหล่งก๊าซขนาดเล็ก ควบคู่การดันเทคโนโลยี CCS อ่าวไทยตอนบน สู่เป้า Net Zero

KEY POINTS

  • เปิดสำรวจรอบที่ 26 ปักหมุด Q4/69-ต้นปี 70 เปิดยื่นสิทธิ์อันดามัน ชูขุมทรัพย์ต่อติดอินโดนีเซีย มั่นใจดึงทุนข้ามชาติ "Exxon-Shell-Eni" ร่วมชิง
  • ผ่าโครงสร้างกฎหมาย ชง ครม. แก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ปรับ Fiscal Regime อุ้มแหล่งเล็ก-ต้นทุนสูง เพิ่มก๊าซในประเทศทดแทน LNG
  • ปักหมุด Net Zero ผนึกพันธมิตรไทย-ญี่ปุ่น สำรวจอ่าวไทยตอนบนทำ CCS รองรับ EEC พร้อมดีเดย์อัดคาร์บอน "แหล่งอาทิตย์" ปี 2571

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า บทบาทสำคัญของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดภาระการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูง คือการเร่งจัดหาทรัพยากรปิโตรเลียมภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเตรียมเปิดให้ยื่นขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570

การเปิดประมูลในแปลงอันดามันครั้งนี้ กรมฯ มีความคาดหวังไว้ค่อนข้างสูง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดกับน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งผู้ได้รับสัญญาฝั่งอินโดนีเซียอย่างบริษัท มูบาดาลา (Mubadala) ได้สำรวจค้นพบปริมาณปิโตรเลียมมหาศาล และแนวโครงสร้างทางธรณีวิทยาเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศทางฝั่งภาคตะวันตกอย่างมาก

"ขณะนี้มีผู้ประกอบการด้านพลังงานชั้นนำระดับโลกมากกว่า 10 ราย เข้ามาติดต่อขอข้อมูล (Data Room) และแสดงความสนใจอย่างใกล้ชิด อาทิ ExxonMobil, Shell และ ENI โดยขั้นตอนหลังจากประกาศเปิดเชิญชวน จะเปิดให้เอกชนเข้าศึกษาข้อมูลและยื่นข้อเสนอ ซึ่งจะใช้เวลาพิจารณาผลประโยชน์ของรัฐและแผนงานประมาณ 4-5 เดือน และคาดว่าจะสามารถประกาศผลผู้ชนะการประมูลได้ในช่วงกลางปี 2570" นายวรากร กล่าว

สำหรับแผนการพัฒนาในพื้นที่ทะเลอันดามันซึ่งเป็นน้ำลึกตั้งแต่ 200 เมตร ถึง 2 กิโลเมตร นั้น คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเจาะหลุมสำรวจประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ต่อหลุม โดยคาดว่าจะเห็นการเจาะหลุมสำรวจแรกภายในปีที่ 2-3 หลังลงนามสัญญา และจะเริ่มผลิตปิโตรเลียมหยดแรก (First Oil/Gas) ได้ภายในระยะเวลาประมาณ 7 ปี

แก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ปลดล็อกก๊าซในประเทศสู้ LNG

นายวรากร ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์พลังงานโลกและความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ว่า ราคา LNG ในตลาด Spot (JKM) เคยพุ่งสูงขึ้นถึง 29-30 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู การลดภาระราคาพลังงานของประชาชนจึงต้องพึ่งพาการผลิตก๊าซในประเทศให้ได้มากที่สุด

กรมฯ จึงอยู่ระหว่างเสนอแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ. ปิโตรเลียม) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกระบวนการเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีสาระสำคัญคือการยืดระยะเวลาการพัฒนา และการศึกษาปรับปรุงระบบผลประโยชน์ตอบแทนของรัฐ เพื่อให้รัฐสามารถเข้าไปสนับสนุนหรือลดข้อจำกัดทางกฎหมายเดิม 

จะส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็ก หรือแหล่งที่มีต้นทุนสูงและคุณภาพต่ำขึ้นมาพัฒนาได้อย่างคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการนำเข้า LNG แล้ว การพัฒนาแหล่งในประเทศยังมีความคุ้มค่ากว่าอย่างมาก

นอกจากนี้ ในระยะสั้น กรมฯ ได้สั่งการให้เร่งผลิตก๊าซในประเทศเต็มกำลังความสามารถ (Full Capacity) เกินกว่าปริมาณตามสัญญาปกติ พร้อมประสานผู้ผลิตทุกรายให้ขยับและบริหารจัดการช่วงเวลาการปิดบำรุงรักษา (Maintenance) ไม่ให้ตรงกันเพื่อลดการ Shutdown ระบบ รวมทั้งเร่งนำก๊าซจากแปลงใหม่ๆ เช่น G1/65, G2/65 และ G3/65 เข้ามาเสริมในระบบ

ขณะเดียวกัน ยังได้ลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ในแปลง A18-01 พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ร่วมกับ บริษัท ปตท.สผ. และ ปิโตรนาส (Petronas) อายุสัญญายาว 35 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านก๊าซธรรมชาติให้กับพื้นที่ภาคใต้ในระยะยาว

ปักหมุด CCS อ่าวไทยตอนบนหนุน EEC 

นอกเหนือจากการจัดหาก๊าซธรรมชาติแล้ว กรมฯ ยังขานรับนโยบาย Net Zero Carbon ของรัฐบาล โดยร่วมมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ญี่ปุ่น (METI), สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) และ บริษัท อิเนกซ์ (INPEX) ประเทศญี่ปุ่น

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการศึกษาและสำรวจพื้นที่บริเวณอ่าวไทยตอนบน เพื่อพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) สำหรับรองรับการปลดปล่อยคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกและนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC

ส่วนโครงการนำร่อง (Pilot Project) ที่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด คือ โครงการ CCS ในแหล่งก๊าซอาทิตย์ของ ปตท.สผ. ซึ่งมีการนำโครงสร้างปิโตรเลียมเดิมที่ผลิตหมดแล้วมาติดตั้งอุปกรณ์ โดยคาดว่าจะพร้อมเริ่มอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงใต้ดิน (First Injection) ได้เป็นครั้งแรกภายในปี 2571 (อีก 2 ปีข้างหน้า) ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืนของประเทศไทย