วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569

Login
Login

จับตา 5 กลุ่มชิงปิโตรเลียม ‘อันดามัน’ เดิมพันใหม่ อนาคตพลังงานไทย

“กระทรวงพลังงาน” ลุยประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 พื้นที่ “อันดามัน” แปลงยักษ์ A1/68 เนื้อที่ 6 หมื่น ตร.กม. ขุมทรัพย์ก๊าซแห่งใหม่ บิ๊กระดับโลก ทั้ง “เชฟรอน-โททาล-อีนี-เอ็กซอน” รวมถึง ปตท.สผ. ร่วมชิงสิทธิ์

KEY POINTS

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานเนื่องจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยใกล้หมดลง ทำให้ต้องหันมาเดิมพันกับแหล่งปิโตรเลียมแห่งใหม่ในทะเลอันดามันเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต
  • การเปิดประมูลสิทธิสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในทะเลอันดามันเป็นการชิงสิทธิ์ในแปลงสำรวจขนาดใหญ่เพียงแปลงเดียว (A1/68) ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลน้ำลึกที่มีความเสี่ยงสูง แต่มีศักยภาพมหาศาล
  • มีบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ระดับโลก 5 แห่งที่ถูกจับตามองว่าจะเข้าร่วมการประมูล ได้แก่ Chevron, TotalEnergies, PTTEP (ปตท.สผ.), ENI และ Exxon
  • บริษัท Shell ได้ส่งสัญญาณกลับมาลงทุนในไทยอีกครั้ง โดยเข้ามาซื้อข้อมูลทางธรณีวิทยาเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนถึงความน่าสนใจของแหล่งอันดามันในการดึงดูดผู้เล่นระดับโลก
  • กระบวนการเปิดประมูลยังคงล่าช้า เนื่องจากติดขัดในระดับนโยบาย โดยยังรอการอนุมัติเรื่องค่าตอบแทนพิเศษ (SR) จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่ออนาคตพลังงานของประเทศ

ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม Gastech 2026 ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย.2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพมหานคร กระทรวงพลังงานจะนำเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ คือ 

1.โอกาสการลงทุนแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน 

2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแก๊ส โดยไทยพร้อมเป็น ASEAN LNG Hub 

3.แผนกระตุ้นการลงทุนผ่านการเปิดเสรีไฟฟ้า (Direct PPA)

โครงสร้างการจัดหาพลังงานขั้นพื้นฐานของไทยกำลังสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อแหล่งก๊าซธรรมชาติหลักในอ่าวไทยถดถอยลง โดยปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติขั้นพิสูจน์ (1P) ของไทยเหลือรองรับการใช้งานได้เพียง 4.6 ปี และหากรวมปริมาณสำรองที่น่าจะเป็น (2P) จะขยายเวลาได้เพียง 8.3 ปี

ทั้งนี้ ส่งผลให้ยุทธศาสตร์พลังงานต้องเบนเข็มสู่พื้นที่ทะเลน้ำลึกฝั่งตะวันตกในทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นพื้นที่สำรวจใหม่ (Frontier) ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาเอื้อต่อการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติระดับมหภาค

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีความพร้อมในการผลักดันการเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบที่ 26 หรือแหล่งอันดามัน ซึ่งถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและกระตุ้นการลงทุนในประเทศ

อย่างไรก็ตาม แผนงานดังกล่าวยังไม่สามารถประกาศเป็นทางการได้ เนื่องจากยังรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเรื่องของค่าตอบแทนพิเศษ (Special Remuneration: SR) ซึ่งเป็นค่าทางธรณีวิทยาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ตามกฎหมาย

“ขณะนี้เรื่องติดอยู่ที่โต๊ะนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่แค่การเปิดประมูลรอบที่ 26 แต่มีวาระกระทรวงพลังงานค้างหลายฉบับ ทั้งการโอนสัดส่วนผู้ร่วมลงทุน และผลการประมูลรอบที่ 25 ที่จบไปนานแล้วแต่ยังประกาศผลทางการไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำเข้า ครม. แล้ว แต่ภายหลังเปลี่ยนรัฐบาลจึงสะดุดไปด้วย” แหล่งข่าว กล่าว

เล็งพื้นที่ “อันดามัน” ขุมทรัพย์ก๊าซแห่งใหม่

สำหรับไฮไลต์สำคัญของการประมูลรอบที่ 26 คือพื้นที่ทะเลอันดามัน โดยเฉพาะบริเวณน้ำลึกซึ่งถือเป็นพื้นที่ใหม่ (Virgin Area) ที่ยังไม่เคยมีการขุดเจาะสำรวจมาก่อนในอดีต เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและต้นทุน

แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางพลังงาน จึงเชื่อมั่นว่าพื้นที่นี้มีศักยภาพสูงที่จะพบก๊าซธรรมชาติในปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลาง LNG ของอาเซียน (ASEAN LNG Hub) ซึ่งไทยจะโชว์ในงาน Gastech 2026 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย.2569 นี้

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังมีแนวคิดที่จะแสวงหาความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย เนื่องจากโครงสร้างทางธรณีวิทยาในบริเวณดังกล่าวมีความต่อเนื่องกัน ซึ่งบริษัท Mubadala จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาศึกษาข้อมูลในส่วนนี้เช่นกัน

“เชลล์” ส่งสัญญาณคัมแบ็กประเทศไทย

สำหรับความน่าสนใจในการประมูลรอบนี้สะท้อนผ่านความเคลื่อนไหวของบริษัทน้ำมันข้ามชาติ โดยเฉพาะบริษัทเชลล์ (Shell) ที่มาซื้อข้อมูลทางธรณีวิทยาเพิ่มเติม และประสงค์เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อหารือรายละเอียดการลงทุน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมพลังงานไทยที่สามารถดึงดูดผู้เล่นระดับโลก (Big Names) ให้กลับมาให้ความสนใจพื้นที่สำรวจในไทยอีกครั้ง

สำหรับกรอบเวลาการดำเนินงาน แหล่งข่าวกล่าวว่า คาดการณ์ว่าหาก ครม.ให้ความเห็นชอบค่า SR ภายในเร็วๆ นี้ จะประกาศเชิญชวนประมูล (Bidding Round) ได้ภายในปลายปี 2569 หลังจากนั้นช่วงต้นปี 2570 จะเปิดให้เอกชนเข้าซื้อเอกสารและศึกษาข้อมูล (Data Room) ก่อนจะให้ยื่นข้อเสนอและประกาศผลผู้ชนะการประมูลได้ช่วงไตรมาส 2 หรือ 3 ของปี 2570

“หาก ครม.อนุมัติกระบวนการต่อไปใช้เวลา 1 ปี โดยเริ่มจากเปิด Data Room ให้นักลงทุนศึกษาข้อมูล 4-5 เดือน ตามด้วยการประเมินข้อเสนอโดยคณะกรรมการปิโตรเลียมอีก 3 เดือน ก่อนเสนอ ครม.ประกาศรายชื่อผู้ชนะสัมปทานเป็นทางการ” แหล่งข่าว กล่าว

ทั้งนี้ปัจจัยน่ากังวลคือ ความล่าช้าในระดับนโยบาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในกระทรวง ส่งผลให้วาระด้านพลังงานถูกลดความสำคัญลง หรือถูกตรวจสอบอย่างละเอียดเกินความจำเป็น จนทำให้งานบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศต้องชะงักงัน

“กระทรวงพลังงานพยายามหาพลังงานทุกเม็ดที่มีในประเทศเพื่อลดการนำเข้า แต่หากกลไกการตัดสินใจของภาครัฐยังติดขัดแบบนี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว” แหล่งข่าว กล่าว

เปิดดีเทล A1/68 “เดิมพันใหม่” พลังงานไทย

รายงานข่าว ระบุว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชพ.) ได้กำหนดขอบเขตพื้นที่แปลงสำรวจในทะเลอันดามันสำหรับการเปิดประมูลครั้งที่ 26 โดยกำหนดให้เป็นแปลงขนาดใหญ่เพียงแปลงเดียว คือ แปลงสำรวจหมายเลข A1/68 มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 60,277.90 ตารางกิโลเมตร

สำหรับเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเลือกเปิดสัมปทานแบบแปลงใหญ่ เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นทะเลน้ำลึกตั้งแต่ 400 เมตร จนถึง 2,000 เมตร ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและต้องการการลงทุนมหาศาลในการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่พื้นที่นี้ครอบคลุมแอ่งสะสมตะกอน 3 แห่ง ได้แก่ แอ่งเมอร์กุย แอ่งสุมาตราเหนือ และแอ่งอันดามันตะวันออก ซึ่งมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาเชื่อมต่อกับการค้นพบแหล่งก๊าซขนาดยักษ์ในน่านน้ำอินโดนีเซียอย่างแหล่ง “ทิมปัน” (Timpan) และ “ลายารัน” (Layaran) ที่มีปริมาณสำรองรวมกันหลายล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

5 ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติพาเหรดชิงสิทธิ์ประมูล

ด้วยความท้าทายทางเทคโนโลยีและการลงทุนในระดับทะเลน้ำลึก ทำให้ผู้เล่นที่แสดงความสนใจเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ล้วนเป็นบริษัทพลังงานระดับโลก (Global Majors) ที่มีสายป่านยาวและเทคโนโลยีขุดเจาะขั้นสูง โดยรายชื่อบริษัทที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดประกอบด้วย

1.Chevron (เชฟรอน) ประกาศความพร้อมเต็มสูบ โดยระบุว่าอันดามันเป็นจุดแข็งของบริษัทที่มีประสบการณ์พัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในทะเลน้ำลึกทั่วโลก

2.TotalEnergies (โททาลเอนเนอร์ยี่ส์) แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับพอร์ตขายหุ้นในอ่าวไทยและย้ายฐานไปสิงคโปร์ แต่โททาลกำลังจับตาการประมูลอันดามันอย่างเป็นพิเศษ เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการบุกเบิกที่มีความคุ้มค่าสูง

3.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP (ปตท.สผ.) ในฐานะ “National Champion” เตรียมเข้าชิงเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ โดยมีฐานข้อมูลทางธรณีวิทยาที่กว้างขวางที่สุด

4.ENI (อีนี) ยักษ์ใหญ่จากอิตาลีที่เชี่ยวชาญด้านการสำรวจพื้นที่น้ำลึกและกำลังมองหาพันธมิตรในการร่วมทุน

5.Exxon (เอ็กซอน) สนใจร่วมศึกษาโครงสร้างธรณีวิทยาเพื่อประเมินความคุ้มค่าในโครงการเมกะโปรเจกต์นี้ 

คาดการณ์เงินสะพัด “แสนล้าน”

สำหรับการลุยประมูลครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความหวังด้านพลังงาน แต่คือการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย โดยสามารถแบ่งมูลค่าที่จะเกิดขึ้นออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย

1.ระยะสำรวจเริ่มต้น คาดการณ์เม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นในการศึกษาข้อมูลและเจาะสำรวจจะอยู่ที่ 300-1,200 ล้านบาทต่อบล็อก โดยต้นทุนการขุดเจาะหลุมสำรวจน้ำลึกจริงเพียง 1 หลุมอาจสูงถึง 27 ล้านดอลลาร์ (กว่า 900 ล้านบาท)

2.ระยะพัฒนาเชิงพาณิชย์ หากการสำรวจประสบความสำเร็จและพบก๊าซตามเป้าหมาย 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (Tcf) จะสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งท่าเรือน้ำลึก คลังสนับสนุน และโรงแยกก๊าซ ซึ่งสร้างมูลค่ารวมในระบบเศรษฐกิจสูงถึงระดับหลายแสนล้านบาท

3.รายได้เข้ารัฐ โดยไทยจะได้ผลประโยชน์ตรงจากค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และโบนัสพิเศษ ซึ่งรัฐบาลเตรียมพิจารณาใช้ระบบสัญญาแบบไฮบริด (Hybrid Regimes) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและจูงใจนักลงทุนในพื้นที่น้ำลึก