"ไทย"เดินหน้าเจรจาการค้า 2 ฉบับใหญ่ “FTA ไทย–อียู” เดินหน้าแล้ว 9 รอบ เตรียมรอบ 10 ที่ภูเก็ต 28 ก.ย.–6 ต.ค. หวังปิดข้อบทที่เหลือ ขณะที่ “CEPA ไทย–UAE” เดินหน้าต่อ หลังชะงักกว่า 3 ปี ชี้หากปิดดีลได้จะเปิดประตูสินค้าไทยสู่ตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง เพิ่มโอกาสส่งออก–ลงทุน กระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก
KEY POINTS
- ประเทศไทยกำลังเร่งเจรจาข้อตกลงการค้า 2 ฉบับสำคัญ คือ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) และ CEPA กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อเปิดตลาดใหม่ในยุโรปและตะวันออกกลาง
- การเจรจา FTA ไทย-อียู มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 2 ใน 3 โดยตั้งเป้าให้การเจรจารอบที่ 10 ที่ภูเก็ตเป็นรอบชี้ขาดเพื่อสรุปประเด็นที่เหลือ
- ข้อตกลง CEPA ไทย-UAE ซึ่งเป็น FTA ฉบับแรกกับตะวันออกกลาง เตรียมกลับมาเจรจาอีกครั้งหลังหยุดชะงักไปนานกว่า 3 ปี และตั้งเป้าจะปิดดีลโดยเร็ว
- หากทั้งสองข้อตกลงสำเร็จคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP และการส่งออกของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเจรจาการค้าเสรี 2 ฉบับใหญ่พร้อมกัน ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–อียู) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA ไทย–UAE) ซึ่งหากสามารถผลักดันให้สำเร็จ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าและบริการไทย พร้อมเพิ่มโอกาสการลงทุนและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
สำหรับ FTA ไทย–อียู การเจรจาเริ่มนับหนึ่งใหม่เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2566 หลังจากเคยเจรจามาแล้ว 4 รอบ ก่อนหยุดชะงักตั้งแต่ปี 2557 ล่าสุดการเจรจารอบที่ 9 ที่กรุงบรัสเซลส์ ทั้งสองฝ่ายสามารถปิดการเจรจาได้แล้ว 8 เรื่อง หรือคิดเป็นความคืบหน้ากว่า 2 ใน 3 ของภาพรวมการเจรจาทั้งหมด
รัฐบาลประเมินว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาเดินหน้าได้ดีขึ้น มาจากเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเดินทางไปพบหารือระดับสูงกับคณะกรรมาธิการการค้าและเกษตรของสหภาพยุโรป ขณะที่รอบที่ 10 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ถูกวางเป้าหมายให้เป็น “รอบชี้ขาด” เพื่อเร่งหาข้อสรุปในประเด็นที่เหลือ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจา FTA ไทย–อียูขณะนี้บรรลุข้อตกลงแล้วประมาณ 2 ใน 3 โดยรัฐบาลเตรียมเดินหน้าเจรจารอบที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ตในวันที่ 28 ก.ย. 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการปิดข้อบทที่เหลืออีก 1 ใน 3 ให้ได้มากที่สุด ก่อนเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาทางกฎหมาย และเสนอคณะรัฐมนตรี รวมถึงรัฐสภาพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในขั้นตอนดังกล่าวอีกประมาณ 1 ปี
สำหรับประเด็นที่ยังค้างอยู่ แบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การค้าดิจิทัล กฎและระเบียบต่างๆ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อบทสำคัญของความตกลง
ผลการศึกษาของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศอ้างอิง ระบุว่า FTA ไทย–อียู หากมีผลบังคับใช้ จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.28% และการส่งออกเพิ่มขึ้น 2.8% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.05 แสนล้านบาท
เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันที่อยู่ระดับราว 2% กว่าๆ ผลจากความตกลงจึงมีโอกาสช่วยเพิ่มแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีผลทางอ้อมต่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งจากสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีส่งออกไปยังตลาดอียู ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 เครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนรวม 146 องค์กร ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้ติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในหลายด้าน ทั้งราคายาและการเข้าถึงยา สิทธิของเกษตรกรและเมล็ดพันธุ์พื้นเมือง กรณีที่อียูเรียกร้องให้ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ข้อมูลส่วนบุคคล และการเปิดตลาดสินค้าแอลกอฮอล์
ขณะที่รัฐบาลยืนยันแนวทางการเจรจาจะรักษาสมดุลระหว่างความรวดเร็วกับคุณภาพของความตกลง พร้อมปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และมาตรฐานด้านยา พืช และสัตว์ ให้สอดคล้องกับกฎหมายไทย
CEPA ไทย–UAE คลี่ล็อก หลังหยุดเจรจานานกว่า 3 ปี
อีกด้านหนึ่ง CEPA ไทย–UAE ถือเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับแรกที่ไทยจัดทำกับประเทศในตะวันออกกลาง โดยเริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2566 และเจรจามาแล้ว 4 รอบ ก่อนหยุดชะงักหลังการเจรจารอบที่ 4 ในเดือน ก.ย. 2566 เนื่องจากยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในบางประเด็นที่มีความอ่อนไหวต่อไทย
ล่าสุด นางศุภจี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อสรุปในประเด็นที่เป็นปัญหาค้างคาได้แล้ว และเห็นพ้องที่จะกลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง หลังจากหยุดการเจรจามานานกว่า 3 ปี โดยจากนี้จะเร่งเดินหน้าเจรจาในประเด็นที่เหลือ เพื่อปิดการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และให้ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงในการสร้างแต้มต่อด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านต่างๆ
ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของความตกลงที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาดำเนินการตั้งแต่ปี 2567 พบว่า เมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้ จะช่วยให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 318–357 ล้านดอลลาร์ และการส่งออกโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 190–243 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์
สินค้าที่คาดว่าจะมีโอกาสส่งออกไป UAE เพิ่มขึ้น ได้แก่ อาหาร สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ ไม้ ยางพารา พลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงยานยนต์และชิ้นส่วน ส่วนภาคบริการที่คาดว่าจะมีธุรกรรมระหว่างกันเพิ่มขึ้น ได้แก่ การขนส่ง การเงิน และบริการด้านธุรกิจ
UAE ตลาดยุทธศาสตร์ GCC–ตะวันออกกลาง
เหตุผลที่ UAE มีความสำคัญต่อการส่งออกไทย เนื่องจากข้อมูลปี 2568 ระบุว่า UAE เป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทยในตลาดโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และตะวันออกกลาง โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 21,596.74 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นไทยส่งออกไป UAE 4,499.45 ล้านดอลลาร์ และนำเข้าจาก UAE 17,097.29 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อน ว่า ไทยยังมีช่องว่างในการขยายการส่งออกไป UAE เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้า และหาก CEPA สามารถกลับมาเดินหน้าและมีผลบังคับใช้ จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาด UAE รวมถึงใช้ UAE เป็นฐานต่อยอดไปยังตลาดอื่นในภูมิภาคตะวันออกกลาง
จับตา 2 ดีลปลายปี เดิมพันตลาดใหม่ของไทย
จากนี้จึงต้องจับตาการเจรจา FTA ไทย–อียู และ CEPA ไทย–UAE อย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสองความตกลงกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยฝั่งอียูอยู่ระหว่างเร่งปิดข้อบทที่เหลือในการเจรจารอบที่ 10 ขณะที่ UAE กำลังเตรียมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาหลังคลี่คลายประเด็นค้างคา
หากทั้งสองดีลสามารถเดินหน้าสู่ข้อสรุปได้ภายในปี 2569 จะเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าและบริการไทยพร้อมกันทั้ง ยุโรปและตะวันออกกลาง เพิ่มช่องทางการส่งออก ดึงดูดการลงทุน และกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันทางการค้าและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว





