ช่วงปี 2564–2567 ประเทศไทยมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี เพียง 2.2% ต่อปี ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมายการเติบโต 5.4% ต่อปี ที่จำเป็นต่อการพาประเทศก้าวสู่สถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ดังนั้น การมองหาแนวทางการพัฒนาวิธีใหม่เพื่อให้ได้ผลสำเร็จใหม่ๆที่ต้องการ
เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารโลกเปิดตัวรายงานฉบับล่าสุด Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy หรือ เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง
รายงานพบว่า การเพิ่มผลิตภาพในกรุงเทพฯ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เมืองรองให้มีบทบาทที่มากขึ้นและเกื้อหนุนกัน จะช่วยกระตุ้นการลงทุน สร้างงาน และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวทั่วประเทศ
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักที่สร้างจีดีพีเกือบครึ่งหนึ่งของไทย ด้วยมูลค่ารวม 7.1 ล้านล้านบาท มีประชากรอันดันที่ 12 ของโลกในกลุ่มเมืองหลัก ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองโตเดี่ยว (Primacy) ที่สูงมากถึงเกือบ 27 เท่าเมื่อเทียบกับเชียงใหม่ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้สูงและกลุ่มอาเซียนมาก ดังนั้น เมืองรองอื่นๆ จึงยังมีโอกาสใช้อัตลักษณ์ทางเศรษฐกิจและความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวได้ แต่จำเป็นต้องเพิ่มระดับการเชื่อมโยงระหว่างเมืองให้สูงขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
ปลดล็อกศักยภาพเมืองรอง
นายสตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการฝ่ายประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวว่า การสร้างเมืองแห่งอนาคตของประเทศไทยไม่ใช่เพียงวาระด้านการวางผังเมือง แต่เป็นวาระด้านการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน การสร้างงาน และความยืดหยุ่น
“การปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองให้เป็นแรงขับเคลื่อนด้านผลิตภาพและการลงทุนที่เข้มแข็งขึ้น โดยมีบทบาททางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกรุงเทพมหานคร จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในระยะต่อไปของประเทศไทย”
สำหรับรายงานฉบับนี้ต่อยอดจากรายงานสำคัญของกลุ่มธนาคารโลก Building Thailand’s Future Today ซึ่งเปิดตัวในงาน Bangkok Business Summit 2026 โดยกำหนด 4 ด้านสำคัญสำหรับการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต แรงงานแห่งอนาคต และเมืองแห่งอนาคต
โดยรายงาน Thailand Cities of the Future เจาะลึกถึงรากฐานด้านเมืองของวาระดังกล่าว รวมถึงการปฏิรูปและการลงทุนที่จำเป็นเพื่อให้เมืองต่าง ๆ ของประเทศไทยเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
คนกรุงเทพเจอรถติดปีละ96ชั่วโมง
ขณะที่กรุงเทพมหานครกำลังมีต้นทุนที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น จากปัญหาการจราจรติดขัดสร้างความสูญเสียคิดเป็น 7–10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมกรุงเทพมหานคร (GRP) ในแต่ละปี ขณะที่ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันด้านโครงสร้างพื้นฐานกำลังเพิ่มต้นทุนให้แก่เมือง ในขณะเดียวกัน เมืองรองยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
รายงานชี้ว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดเป็นอันดับ 2 ของโลกในกลุ่มมหานครขนาดใหญ่ คิดเป็นการสูญเสียเวลา เฉลี่ย 96 ชั่วโมงต่อปี สอดคล้องกับงานวิจัยอื่นๆที่ประเมินภาระต้นทุนรวมสูงขึ้น 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มิใช่ความผันผวนตาม
วัฎจักรประชากรในเขตเมืองของกรุงเทพ
“ประชากรในเขตเมืองของกรุุงเทพฯ เพียง 28.9% เท่านั้น ที่อาศัยอยู่ในระยะ 1 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งต่ำเมืืองเทียบกับเมืองใหญ่ อย่าง ฮ่องกง ที่มีสัดส่วน 76.1% กรุงโซล 67.1% และสิงคโปร์ 56.7% ”
ในส่วนค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเขตเมืองของกรุงเทพฯสูงถึง 34–250% ของค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชนกลุ่มที่มีรายได้น้อย ปัญหานี้มีสาเหตุหลักมาจากรูปแบบการพัฒนาเมืองแบบ “ซูเปอร์บล็อก” ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และเข้าถึงได้ผ่านถนนสายหลักเพียงไม่กี่สายแต่ขาดความเชื่อมโยงและต่อเนื่องของถนนภายในย่อย ส่งผลให้การจราจรติดขัดสะสมบนเส้นทางหลัก และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเดินทางที่ไม่ใช้รถยนต์
แนะลงทุนเชิงยุทธศาสตร์-กระจายทรัพยากร
รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์กรมหาชน) กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือการลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้น
“ประเทศไทยสามารถสร้างประโยชน์จากการลงทุนในเขตเมืองได้มากขึ้น หากมุ่งเน้นการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกื้อหนุนกันไว้ในพื้นที่ซึ่งช่วยเสริมสร้างจุดแข็งทางเศรษฐกิจของเมือง แทนที่จะกระจายทรัพยากรออกไปจนแต่ละพื้นที่ได้รับไม่เพียงพอ”
อย่างไรก็ตาม แทนที่จะต้องเลือกระหว่างกรุงเทพมหานครกับเมืองอื่น ๆ รายงานฉบับนี้แนะนำให้มีการเสริมสร้างเครือข่ายเมืองที่เข้มแข็งขึ้น โดยให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางหลักของประเทศ และมีเมืองรองที่มีบทบาททางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกัน เครือข่ายเมืองที่ประสบความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เกื้อหนุนกัน ความหนาแน่นเชิงผลิตภาพ การเชื่อมโยงที่เข้มแข็ง สถาบันที่เข้มแข็ง และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น
พัฒนาเมืองตามอัตลักษณ์ไม่เลียนแบบกรุงเทพฯ
รายงานชี้ว่า เมืองรองของไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างและเกื้อหนุนกันตามบทบาทเฉพาะตัว โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่1. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ บริการธุรกิจขั้นสูง และประตูการค้าของประเทศ
2.ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออก: แกนหลักด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
3.เมืองศูนย์กลางจังหวัด (เช่น ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา): ศูนย์กลางบริหารจัดการ การแพทย์ และบริการระดับภูมิภาคสำหรับเศรษฐกิจชนบท
4.ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต): เน้นธุรกิจที่พักแรม อาหาร และบริการส่วนบุคคล
“ความแตกต่างเหล่านี้คือจุดแข็งที่เปิดโอกาสให้แต่ละเมืองพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อเกื้อหนุนกันทั้งระบบ แทนที่จะพยายามเลียนแบบกรุงเทพมหานคร”
สำหรับรายงานฉบับนี้เสนอแนวทางดำเนินงานใน 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ การเสริมสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศที่มีผลิตภาพสูง การวางรากฐานด้านเมืองที่เข้มแข็งขึ้นในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย และการเตรียมความพร้อมให้เมืองรองที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น
การแปลงลำดับความสำคัญเหล่านี้ไปสู่แผนการลงทุนเมืองที่ประสานสอดคล้องกัน จะต้องอาศัยการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ประโยชน์ที่ดิน การเสริมสร้างความยืดหยุ่น และการจัดหาเงินทุนให้สอดคล้องกับจุดแข็งทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการเสริมสร้างสถาบันที่จำเป็นต่อการวางแผนและดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานและรัฐบาลในระดับต่าง ๆ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน การสร้างงาน และการเพิ่มผลิตภาพได้ดียิ่งขึ้น





