"ส.อ.ท." หนุนรัฐบาลขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันเงินหมุนฐานราก จี้รัฐอัดยาแรง 3 เข็มปั้น SMI แข่งตลาดโลกโตยั่งยืน
KEY POINTS
- ส.อ.ท. สนับสนุนการขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยมองว่าเป็นมาตรการที่ดีในการอัดฉีดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น
- ชี้ว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นเพียง "ยาต่อลมหายใจ" ชั่วคราว จึงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการระยะยาวเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ SMEs อย่างยั่งยืน
- เสนอ "ยาแรง 3 เข็ม" ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ได้แก่ 1) ลดต้นทุนรอบด้านของผู้ประกอบการ เช่น ค่าไฟและดอกเบี้ย 2) สนับสนุนการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยี และ 3) เร่งขยายตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศเพื่อช่วยให้ SMEs สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
นายวีรชัย มั่นสินธร ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลตัดสินใจขยายระยะเวลา ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือนว่า นับเป็นทิศทางที่ดีและส่งผลบวกโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะอย่างน้อยที่สุดจะช่วยฉีดเงินอัดฉีดลงไปถึงมือประชาชนระดับฐานรากโดยตรง ทำให้เงินถูกนำมาใช้จ่ายจริง ไม่จมหรือหยุดนิ่งอยู่เพียงแค่ในบัญชีธนาคาร
ทั้งนี้ เมื่อประชาชนมีเงินในมือและนำไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคหรือใช้ในชีวิตประจำวัน เม็ดเงินดังกล่าวจะหมุนเวียนไปถึงกลุ่มร้านค้าขนาดเล็ก ร้านอาหาร ตลาดสด ตลอดจนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยในปัจจุบัน SMEs กำลังเผชิญปัญหาใหญ่อย่างหนัก คือภาวะสินค้าขายยาก ในขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย
นายวีรชัย ระบุว่า หากประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ร้านค้าปลีกและผู้ประกอบการก็สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องไปยังซัพพลายเออร์ โรงงาน และผู้ผลิตในการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น เกิดเป็นปฏิกิริยาทวีคูณทางเศรษฐกิจ ซึ่งเงินเพียงหนึ่งบาทหากสามารถหมุนเวียนได้หลายรอบในระบบ ก็จะช่วยสร้างมูลค่าและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้มากกว่ามูลค่าของเงินก้อนนั้นหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม ประธาน SMI ได้สะท้อนมุมมองและข้อเตือนใจถึงรัฐบาลว่า มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในลักษณะนี้ เป็นเพียง “ยาต่อลมหายใจ” ชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่ “ยารักษาโรคระยะยาว” เนื่องจากความต้องการที่แท้จริงของภาค SMEs ในปัจจุบัน ไม่ได้ต้องการเพียงแค่แรงหนุนให้ผู้บริโภคมาซื้อของเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ต้องได้รับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนด้วย
จากสถานการณ์ดังกล่าว SMI และ ส.อ.ท. จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ต้องการเห็นรัฐบาลเร่งขับเคลื่อนควบคู่ไปอย่างจริงจังใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
1.) การลดต้นทุนรอบด้านของผู้ประกอบการ: โดยเฉพาะต้นทุนค่าไฟฟ้า อัตราดอกเบี้ย และต้นทุนทางการเงินอื่นๆ เนื่องจากปัญหาของผู้ประกอบการจำนวนมากในขณะนี้ ไม่ใช่การไม่มีคำสั่งซื้อ (Order) และยังคงขายสินค้าได้ แต่กลับเผชิญภาวะ "ทำแล้วไม่เหลือกำไร" จากภาระต้นทุนที่สูงเกินไป
2.) การสนับสนุนการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity): รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วย SMEs ในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation), ดิจิทัล (Digital) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพราะการดำเนินธุรกิจด้วยวิถีเดิมๆ ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆ หรือต่อสู้กับคู่แข่งสำคัญอย่างจีน เวียดนาม หรือประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้อีกต่อไป
3.) การเร่งขยายและรบชนะในตลาดใหม่: ต้องช่วยพา SMEs เข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ทั้งการเจาะตลาดในประเทศผ่านช่องทาง E-commerce และการผลักดันออกสู่ตลาดต่างประเทศ เนื่องจากในท้ายที่สุดแล้ว SMEs จะเติบโตอย่างมั่นคงได้ ไม่ใช่เพราะรอคอยการอุดหนุนจากรัฐบาลตลอดเวลา แต่ต้องสามารถยืนได้ด้วยขาของตัวเองและขายสินค้าได้อย่างแท้จริง
“วันนี้รัฐบาลต้องทำสองอย่างพร้อมกัน คือเติมกำลังซื้อให้ประชาชน และเติมความสามารถในการแข่งขันให้ SMEs หากทำสองเรื่องดังกล่าวไปพร้อมกัน เงินที่รัฐบาลใส่ลงไปวันนี้ จะไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจ 1–2 เดือน แต่จะช่วยให้ SMEs ไทยแข็งแรงขึ้นในระยะยาว” นายวีรชัย กล่าว





