ส.อ.ท. เตือนราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก ชี้กระทบส่งผ่านต้นทุนทั้งระบบ หนุนธุรกิจเร่งเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
KEY POINTS
- ส.อ.ท. เตือนว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การขนส่ง การผลิต ไปจนถึงราคาสินค้า โดยเฉพาะ SMEs และธุรกิจโลจิสติกส์
- กระตุ้นให้ภาคธุรกิจเร่งบริหารจัดการต้นทุนภายในองค์กร เนื่องจากไม่สามารถควบคุมราคาตลาดโลกได้ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต
- แนะแนวทางให้ผู้ประกอบการดำเนินการได้ทันที เช่น การลงทุนใน Solar Rooftop, เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์เพื่อลดการขนส่งเที่ยวเปล่า (Backhaul), บำรุงรักษาเครื่องจักร และนำระบบดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการพลังงาน
- เรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการจูงใจที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงได้ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สิทธิประโยชน์ทางภาษี และเงินสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาพลังงานว่า ตลาดน้ำมันโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีความผันผวนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า แม้สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน แต่เชื่อมั่นว่าภาครัฐมีการบริหารจัดหาและสำรองพลังงานเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของต้นทุนพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การขนส่งวัตถุดิบ การผลิต การเดินเครื่องจักรกลการเกษตร การก่อสร้าง ไปจนถึงการกระจายสินค้า
“ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับต้นทุนเชื้อเพลิง แต่จะส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิตและการขนส่งตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะ SMEs และธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีอัตรากำไรจำกัด หากต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อราคาสินค้า กำลังซื้อ และขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย” นางพิมพ์ใจ กล่าว
เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดได้ ภาคธุรกิจจึงควรเร่งบริหารจัดการต้นทุนภายในองค์กร โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อให้สามารถลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคา โดยแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ ได้แก่
1. รณรงค์และปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
2. นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยติดตามและบริหารจัดการพลังงาน
3. บำรุงรักษาเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต
4. ลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop)
5. เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการบริหารเส้นทางขนส่ง
6. สร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อลดการขนส่งเที่ยวเปล่าด้วยระบบขนส่งขากลับ (Backhaul)
นางพิมพ์ใจ กล่าวต่อว่า สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมสนับสนุนสมาชิกและผู้ประกอบการในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การให้ข้อมูลและคำปรึกษา การประเมินโอกาสในการประหยัดพลังงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ตลอดจนการประสานผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกมาตรการที่เหมาะสมกับลักษณะและขนาดของกิจการ และสามารถลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเดินหน้าสร้างความตระหนักและรณรงค์การใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ และให้หน่วยงานภาครัฐเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการพลังงาน พร้อมทั้งพิจารณามาตรการจูงใจที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงได้ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินสนับสนุนการตรวจประเมินพลังงาน รวมถึงการลงทุนในเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง ระบบ Solar Rooftop ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์
“ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน เราอาจควบคุมราคาตลาดโลกไม่ได้ แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจสามารถควบคุมได้ คือปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อหน่วยการผลิต การประหยัดพลังงานไม่ได้หมายถึงการลดกำลังการผลิต แต่คือการผลิตสินค้าในปริมาณเท่าเดิมหรือมากขึ้น โดยใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน สร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว” นางพิมพ์ใจ กล่าว





