วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2569

Login
Login

‘ศุภวุฒิ’ เบรกลดภาษีอุ้มดีเซลถ้วนหน้า หนุนแนวคิด ‘คลัง’ ช่วยเฉพาะกลุ่ม รักษาวินัยการคลัง 

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลถ้วนหน้า เพราะเป็นการใช้ทรัพยากรสูง หนุนแนวคิด "เอกนิติ" ช่วยเฉพาะกลุ่ม

KEY POINTS

  • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลแบบถ้วนหน้า เพราะเป็นการใช้ทรัพยากรสูงโดยไม่จำเป็น และช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ไม่เดือดร้อน
  • สนับสนุนแนวทางของกระทรวงการคลังที่ต้องการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted) ไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและเปราะบางที่สุด เช่น เกษตรกร ซึ่งจะตรงจุดและคุ้มค่ากว่า
  • แสดงความกังวลต่อวินัยทางการคลัง เนื่องจากรัฐบาลมีภาระขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว การลดภาษีจะสร้างภาระเพิ่มขึ้น และอาจนำภาษีกลับขึ้นมาได้ยากในอนาคต

จากกรณีข้อถกเถียงทางนโยบายเศรษฐกิจเกี่ยวกับการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงราคาน้ำมันพุ่งสูง โดยมีการเสนอแนวคิดให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลแบบถ้วนหน้า ลิตรละ 5 บาท ขณะที่แนวทางของกระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เน้นที่การใช้เครื่องมือเศรษฐกิจหลายเครื่องมือ เพื่อดูแลราคาน้ำมันอย่างรอบด้าน และกำหนดนโยบายที่ชัดเจนว่าหากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะพุ่งเป้าไปที่ประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก  

ในประเด็นนี้ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมาว่าในกรณีนี้ตนเห็นด้วยกับแนวทางของ ดร.เอกนิติ เพราะภาษีสรรพสามิต คือภาษีที่เก็บจากสินค้าที่ส่งผลกระทบในกรอบกว้าง เช่น บุหรี่ เหล้า รวมถึงน้ำมันด้วย ล่าสุดประเทศไทยเราได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ ก็ควรจะตรึงราคาไว้ เพราะสถานการณ์ตรงนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป  จึงควรถือเป็นหลักการที่ต้องตรึงไว้เช่นเดิม ขณะที่การรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันควรใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเป็นหลัก

แม้กองทุนจะต้องแบกรับภาระหนี้ในช่วงราคาน้ำมันแพง และส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงได้ช้ากว่าตลาดโลกในเวลาต่อมาเพราะต้องนำเงินไปชำระคืนหนี้ก็ตาม

ประธานสภาพัฒน์ระบุเพิ่มเติมว่าการดำเนินนโยบายบรรเทาผลกระทบระยะสั้นจะต้องยึดหลักการ 3Ts คือ ทันท่วงที (Timely) พุ่งเป้าหมาย (Targeted) และเป็นมาตรการชั่วคราว (Temporary) ไม่สร้างภาระยาวนานแก่รัฐบาล ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักและเปราะบางที่สุดคือกลุ่มเกษตรกร ทั้งยังเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารซึ่งส่งผลต่อราคาอาหารและอัตราเงินเฟ้อในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นมาตรการที่จะเป็นการเจาะจงช่วยเหลือเกษตรกรจึงมีความคุ้มค่าและตรงจุดที่สุด

ในทางกลับกัน การลดภาษีดีเซลแบบเหวี่ยงแหถ้วนหน้าถือเป็นมาตรการที่ใช้ทรัพยากรสูงโดยไม่จำเป็น และส่งผลประโยชน์ไปถึงกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบมาก เช่น ผู้ใช้รถยนต์ดีเซลหรูซึ่งเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างไม่รัดกุม ในขณะที่รัฐบาลยังมีภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในด้านอื่นอีกมาก

“สภาพราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัญหาร่วมกันทั่วโลก การใช้นโยบายช่วยเหลืออย่างรัดกุมและพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิ ยังแสดงความห่วงใยต่อวินัยทางการคลัง โดยชี้ว่าปัจจุบันรัฐบาลแบกรับการขาดดุลงบประมาณราว 4% ของจีดีพี ซึ่งเป็นการขาดดุลขั้นพื้นฐาน (Primary Deficit) สูงถึง 3% ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปีนับแต่วิกฤตโควิด-19 ดังนั้นการกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการลดภาษีจึงเสี่ยงต่อการถูกตั้งคำถามด้านวินัยการคลังอย่างหนัก อีกทั้งในทางการเมือง การปรับลดภาษีลงแล้วจะนำกลับขึ้นมาใหม่ได้ยากมาก ดังเช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ติดอยู่ที่7% มายาวนานกว่า 20 ปี เป็นต้น

"รัฐบาลมีภาระงบประมาณต้องใช้จำนวนมาก ขณะที่เงินมีอยู่จำกัด จะจัดสรรเพื่อเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าจะดูแลเรื่องราคาดีเซล ต้องเจาะจงเฉพาะกลุ่ม ต้องดูแลกลุ่มที่ถูกกระทบมากที่สุดครับ เหวี่ยงแหไปทั้งหมดจะมีผลกระทบข้างเคียงตามมา” ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ ระบุ