วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2569

Login
Login

ตลาดดีเซลโลก ‘ตึงตัวหนัก’ เอกชนเตือนรัฐบาลเร่งรับมือ

ตลาดดีเซลโลกเผชิญภาวะตึงตัวหนัก หลังสงครามในอิหร่านและยูเครนกระทบส่งออกจากผู้ผลิตรายใหญ่ “พลังงาน” รับฐานะกองทุนน้ำมันวิกฤติ ติดลบเฉียดแสนล้าน ส่งสัญญาณขึ้นราคาขายปลีกดีเซล ระบุเงินกู้ก้อนล่าสุด 20,000 ล้านบาท เข้าบัญชีครบหมดแล้ว ขอคลังค้ำประกันเงินกู้รอบใหม่

KEY POINTS

  • ตลาดดีเซลโลกเผชิญภาวะตึงตัวรุนแรงจากการส่งออกจากตะวันออกกลางที่ลดลงครึ่งหนึ่ง และการสั่งห้ามส่งออกของรัสเซีย ขณะที่โรงกลั่นทั่วโลกมีกำลังการผลิตจำกัดในการชดเชยอุปทานที่หายไป
  • ภาวะขาดแคลนสะท้อนจากสต็อกดีเซลในยุโรปและสหรัฐฯ ที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ราคาขายปลีกพุ่งสูง และคาดว่าภาวะตึงตัวอาจยาวนานถึงปี 2027
  • ภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นจะกระทบต้นทุนภาคการผลิตและขนส่งอย่างหนัก ซึ่งอาจฉุดเศรษฐกิจไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลหาจุดสมดุลในการดูแลค่าครองชีพและเสถียรภาพการคลัง
  • สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยติดลบใกล้แตะ 1 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลอาจต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาขายปลีก ลดการอุดหนุน หรือกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่อง

ตลาดน้ำมันดีเซลโลกเผชิญภาวะตึงตัวหนักหลังสงครามในอิหร่านและยูเครนกระทบการส่งออกจากผู้ผลิตรายใหญ่ ทั้งต่อรัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดันราคาน้ำมันดีเซลในยุโรปและสหรัฐ “พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์” ขณะที่สัญญาณจากตลาดคลังน้ำมันบ่งชี้ว่า ภาวะขาดแคลนอาจ “ยาวจนถึงปี 2027

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดีเซลในยุโรปปิดตลาดสัปดาห์ที่แล้วระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากต้นปี 2026 หลังปัญหาอุปทานลุกลามถึงทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกดีเซลของซาอุดีอาระเบีย

ข้อมูลจากบริษัทเคปเลอร์ ระบุว่า การส่งออกดีเซลจากตะวันออกกลางระหว่างเดือน มี.ค.-ส.ค.ลดลงครึ่งหนึ่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือเฉลี่ยเพียง 800,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นแรงกระแทกสำคัญต่อยุโรปเนื่องจากตะวันออกกลาง “คิดเป็นเกือบ 41%” ของการนำเข้าดีเซลของยุโรปในปี 2025

จอร์จ ชอว์ นักวิเคราะห์ของเคปเลอร์ กล่าวว่า “หากการขนส่งผ่านทะเลแดงหยุดชะงักมากไปกว่านี้ก็เสี่ยงทำให้ตลาดดีเซลโลกที่ตึงตัวอยู่แล้วเผชิญแรงกดดันหนักขึ้น” พร้อมระบุว่า ตลาดดีเซลโลกยังคงเปราะบาง เนื่องจากกำลังการกลั่นยังเป็นคอขวดสำคัญของตลาด

ขณะเดียวกัน “รัสเซีย” ซึ่งเป็นผู้ส่งออกดีเซลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ สั่งห้ามส่งออกดีเซลตั้งแต่เดือน ก.ค. หลังการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนกระทบโรงกลั่นหลายแห่ง ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าอย่างตุรกีและบราซิลต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าทดแทน

ปัญหาสำคัญคือ โรงกลั่นทั่วโลกแทบไม่มีศักยภาพเหลือพอที่จะเร่งผลิตเพื่อชดเชยอุปทานที่หายไป โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า โรงกลั่นจำนวนมากกำลังเดินเครื่องใกล้เต็มกำลังอยู่แล้ว ทำให้มีทางเลือกจำกัดในการป้องกันไม่ให้ตลาดตึงตัว

ภาวะขาดแคลนสะท้อนชัดผ่านระดับสต็อกที่ลดลงอย่างหนัก โดยคลังน้ำมันในศูนย์กลาง Amsterdam-Rotterdam-Antwerp ของยุโรปอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่สต็อกดีเซลสหรัฐ “ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุด” สำหรับช่วงเวลานี้ของปีนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1982

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) คาดว่า สต็อกน้ำมันกลั่นของสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จำหน่ายในรูปดีเซล จะลดต่ำกว่า 100 ล้านบาร์เรลในเดือน ก.ย. และมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบต่ำสุดเฉลี่ย 5 ปีไปจนถึงสิ้นปี 2026 และเกือบตลอดปี 2027

อีกสัญญาณหนึ่ง มาจากตลาดเช่าคลังน้ำมันในอเมริกาเหนือและแคริบเบียน ซึ่งมีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี เนื่องจากผู้ค้าและโรงกลั่นไม่ต่อสัญญาเช่าถังเก็บ เพราะ “แทบไม่มีดีเซลเหลือให้กักเก็บ” สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดคาดว่าภาวะอุปทานตึงตัวจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยถึงไตรมาสแรกของปีหน้า

สถานการณ์ดังกล่าว กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคเกษตร การผลิต และการขนส่งหนัก โดยราคาขายปลีกดีเซลในสหรัฐ “ทะลุ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรก” ในเดือนนี้ ขณะที่ราคาดีเซลในเอเชียยังอยู่ “ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความหวังบางส่วนจากจีน ซึ่งเพิ่มการส่งออกดีเซลขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่งในเดือน ส.ค. ที่ราว 320,000 บาร์เรลต่อวัน รวมถึงค่าการกลั่นดีเซลที่อยู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอาจจูงใจโรงกลั่นเร่งการผลิตเพิ่ม

ถึงกระนั้น ตลาดยังเปราะบางมากหากสงครามในอิหร่านหรือรัสเซีย-ยูเครนรุนแรงขึ้น หรือเกิดเหตุขัดข้องครั้งใหญ่ในโรงกลั่น อาจจุดชนวนให้ราคาดีเซลพุ่งอีกระลอก โดยอเล็กซ์ โฮดส์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ตลาดพลังงานของบริษัทสโตนเอ็กซ์ มองว่า ปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบันยังสนับสนุนให้ราคาดีเซลยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ

ส่งสัญญาณขยับดีเซล หวั่นกองทุนทะลุแสนล้าน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สูงขึ้นมาก ซึ่งราคาดีเซลสัปดาห์นี้อยู่ที่ 193.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มจากสัปดาห์ก่อน 18.61%

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ราคาพลังงานโลกยังผันผวนสูง และส่งผลทางตรงต่อต้นทุนพลังงานไทย โดยเฉพาะราคาดีเซลที่กระทบประชาชนวงกว้าง รวมถึงภาคเกษตรกรรมและภาคการผลิต

ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงจากราคา Spot LNG ที่สูงขึ้น ซึ่งหากปล่อยให้ต้นทุน LNG กระทบต้นทุนผลิตไฟฟ้ามากเกินไปจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าประชาชนในงวดถัดไป (ม.ค.-เม.ย.2570)

ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในภาวะติดลบและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดติดลบกว่า 90,000 ล้านบาท และมีโอกาสถึง 100,000 ล้านบาทภายในเดือน ต.ค.2569 หากราคาพลังงานโลกอยู่ระดับสูง 

รวมทั้งหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังผันผวนรุนแรง อาจต้องปรับราคาขายปลีกในประเทศบางส่วน เพื่อส่งสัญญาณให้ตลาดและลดแรงกดดันต่อกองทุนน้ำมันฯ เพราะหากกองทุนน้ำมันฯ ติดลบจนเข้าภาวะวิกฤต อาจทำให้ขีดความสามารถการบริหารจัดการลดเร็ว

“ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังผันผวนหนัก อาจต้องปรับราคาขายปลีกในประเทศบางส่วนเพื่อส่งสัญญาณให้ตลาด และป้องกันไม่ให้กองทุนน้ำมันฯ ประสบภาวะวิกฤติจนบริหารจัดการไม่ได้”

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประชุมติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ปรับอัตราเงินกองทุนฯ ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันต่อเนื่อง

ลุยเสริมสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ

แหล่งข่าวกล่าวว่า กระทรวงพลังงานพยายามบริหารจัดการไม่ให้ฐานะกองทุนติดลบทะลุ 100,000 ล้านบาท จากช่วงต้นปีที่กองทุนยังมีฐานะเป็นบวกก่อนทยอยติดลบลงจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางและการเข้าไปพยุงราคาพลังงาน 

สำหรับมาตรการดูแลราคาดีเซลยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยโจทย์ใหญ่คือสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ หลังภาระการชดเชยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้ต้องหารือแนวทางบริหารสภาพคล่อง รวมถึงความเป็นไปได้ในการกู้เงินเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯ กู้เงินเพื่อมาเสริมสภาพคล่องแล้ว 20,000 ล้านบาท แต่จากการหารือล่าสุดทุกฝ่ายมีท่าทีไม่ต้องการกู้เงินเพิ่มเติมรอบนี้ ทำให้ทางเลือกในการขอความช่วยเหลือจากกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะมาตรการทางภาษีถูกนำกลับมาพิจารณา เพราะหากกองทุนต้องกู้เงินเพิ่มเติม ฝ่ายคลังจะต้องเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและบริหารภาระทางการคลัง

ไร้ลดภาษีดีเซล-ขอคลังค้ำเงินกู้ก้อนใหญ่

“นโยบายดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยถ้าเงินกู้ก้อนนี้หมดแล้วรัฐบาลไม่มีมาตรการด้านภาษี กองทุนน้ำมันฯ อาจต้องกู้เงินเพื่อมาเสริมสภาพคล่องอีก โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเทียบเคียงกับกรอบวงเงินเดิมในอดีตช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนที่เคยตั้งไว้ 150,000 ล้านบาท ดังนั้น ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ขึ้นกับกระทรวงการคลังด้วย”

โดยกำหนดรูปแบบการเบิกจ่ายเงินกู้แบบทยอยเบิก สำหรับเงื่อนไขการกู้เงินในเบื้องต้น วางโครงสร้างระยะเวลาการกู้ไว้ที่ 5 ปี โดยมีระยะเวลาปลอดการชำระคืนเงินต้นในช่วง 2 ปีแรก ที่จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียว แล้วจึงเริ่มชำระคืนเงินต้นในปีที่ 3 ถึงปีที่ 5

ขณะเดียวกันก็มองว่ามาตรการลดภาษีสรรพสามิตอาจผ่านจุดที่เหมาะสมไปแล้ว จึงควรเน้นการใช้วิธีอื่นในการบริหารจัดการหนี้อย่างยั่งยืนแทน นอกจากนี้ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากการชดเชยทั่วไปมาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

ลดอุดหนุน-ทยอยปรับขึ้นตามกลไกตลาด

แหล่งข่าวประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงปลายปี 2569 อาจเคลื่อนไหวในระดับสูงถึง 180-190 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกในประเทศมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด

ทั้งนี้ หากสถานะกองทุนขยับเข้าสู่ระดับติดลบ 100,000 ล้านบาท ก็อาจจะต้องทยอยลดระดับการอุดหนุน เพื่อให้กองทุนสามารถรักษาสภาพคล่องและกลับมาบริหารจัดการได้ ซึ่งการลดการอุดหนุนจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะจากเดิมที่รัฐบาลเคยตรึงราคาดีเซลไว้ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร ปัจจุบันราคาขยับขึ้นมาราว 40 บาทต่อลิตรแล้ว 

ภาคเอกชนห่วงน้ำมันแพงฉุดเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สิ่งน่ากังวลสุดเวลานี้อาจไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่เป็นผลกระทบเศรษฐกิจไทย โดยหากราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิต การขนส่ง และการลงทุน ซึ่งภาคธุรกิจยังคงต้องพึ่งพาการใช้พลังงานโดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่สูงในการดำเนินธุรกิจไม่แพ้กลุ่มเกษตรกรรม

ทั้งนี้ หากต้นทุนพลังงานสูงเกินไป นอกจากกระทบกำลังซื้อประชาชนและความสามารถภาคธุรกิจ ดังนั้น การใช้กองทุนน้ำมันฯ พยุงราคาช่วงวิกฤติจึงมีเป้าหมายสำคัญเพื่อไม่ให้ต้นทุนพลังงานส่งผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วเกินไป โดยเมื่อฐานะกองทุนน้ำมันฯ ตึงตัวมากขึ้น รัฐบาลต้องหาจุดสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพกับการรักษาเสถียรภาพการเงินกองทุนน้ำมันฯ และฐานะการคลังประเทศ 

“ตราบใดที่ไทยต้องพึ่งการนำเข้าพลังงาน แต่ไม่ประหยัดจะสร้างภาระมหาศาล หากทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงานจะช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤติและทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ ซึ่งสิ่งสำคัญอยากให้รัฐบาลดูแลราคาพลังงานไม่ให้เป็นต้นทุนเกินที่ภาคอุตสาหกรรมแบกรับไหว เพราะทุกวันนี้ต้นทุนพลังงานก็อยู่ในระดับที่สูง บางธุรกิจกว่า 40-50%”