"ธนิต โสรัตน์" จับตาวิกฤตน้ำมันโลกหวนคืน ดีเซลพุ่ง 40 บาท กองทุนน้ำมันอุดหนุนวันละ 770 ล้าน จี้รัฐเร่งอุ้มศก. ก่อนขัดแย้งการเมืองบานปลาย
KEY POINTS
- ราคาน้ำมันดีเซล B7 หน้าโรงกลั่นปรับขึ้นไปถึงลิตรละ 40.79 บาท ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงสุดในรอบ 7 เดือน จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกภาระอุดหนุนราคาพลังงานวันละประมาณ 770 ล้านบาท ทำให้สถานะกองทุนล่าสุดติดลบใกล้ 9 หมื่นล้านบาท
- ดร.ธนิต โสรัตน์ เรียกร้องให้รัฐบาลและฝ่ายค้านเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน และให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องของประชาชนก่อนประเด็นการเมือง
ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กำลังฉุดราคาพลังงานโลกกลับมาสูงอีกครั้ง ล่าสุด (16 ก.ย.) ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบซึ่งไทยใช้อ้างอิงพุ่งแตะ 116.22 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงสุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่ดีเซล B7 หน้าโรงกลั่นทะยานถึงลิตรละ 40.79 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกอุดหนุนวันละกว่า 770 ล้านบาท ฐานะกองทุนติดลบเฉียด 9 หมื่นล้านบาท
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า ช่วงต้นสัปดาห์ที่สามของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและพื้นที่เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นคู่ขัดแย้งหลักในภูมิภาค
จุดที่น่ากังวลที่สุดคือการโจมตีท่อส่งน้ำมัน "East-West Petroline" ท่อส่งน้ำมันยุทธศาสตร์สำคัญของซาอุดีอาระเบียซึ่งมีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร จนต้องหยุดจ่ายน้ำมันชั่วคราว ขณะเดียวกันกลุ่มฮูตีในเยเมนได้เปิดฉากเข้ายึดพื้นที่ปากช่องแคบบับ เอล มันเดบ ส่งผลให้สงครามในภูมิภาคเข้าสู่การรบเต็มรูปแบบอีกครั้ง กดดันเส้นทางขนส่งน้ำมันและพลังงานทั้งอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านคลองสุเอซสู่ทวีปยุโรป
ผลกระทบลามไปถึงภาคขนส่งทางทะเล โดยเรือบรรทุกสินค้า โดยเฉพาะเรือคอนเทนเนอร์ ต้องเปลี่ยนเส้นทางจากยุโรปอ้อมทวีปแอฟริกาผ่านแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาเดินเรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว ส่งผลให้ค่าระวางเรือระหว่างประเทศที่ก่อนหน้านี้เริ่มปรับลดลง กลับมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
ราคาน้ำมันโลกพุ่งทุกตลาด สูงสุดรอบ 7 เดือน
ดร.ธนิตระบุว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมีความอ่อนไหวสูงต่อวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในทุกตลาด ข้อมูลล่าสุดวันที่ 16 กันยายน 2569 พบว่า
- ตลาดนิวยอร์ก (WTI) อยู่ที่ 104.86 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
- ตลาดเบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 108.1 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
- ตลาดดูไบ (Dubai) ซึ่งเป็นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ไทยใช้อ้างอิงราคา พุ่งขึ้นไปถึง 116.22 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ระดับราคาดังกล่าวถือเป็น ราคาสูงสุดในรอบ 7 เดือน เทียบเท่ากับช่วงต้นเดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่านเพิ่งเริ่มปะทุ
ดีเซลแตะ 40 บาท กองทุนน้ำมันอุ้มหนักรอบ 7 เดือน
สำหรับราคาน้ำมันในประเทศ ดร.ธนิตเปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดีเซล B7 หน้าโรงกลั่นล่าสุดปรับขึ้นไปถึงลิตรละ 40.79 บาท ขณะที่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มอยู่ที่ลิตรละ 40.69 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 ก.ย.) เนื่องจากรัฐบาลโดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุนราคาลิตรละ 9.83 บาท ซึ่งถือเป็นการอุดหนุนสูงสุดในรอบ 7 เดือน ก่อนจะปรับลดเหลืออุดหนุนลิตรละ 8.43 บาท ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 7.30 บาท
ภาพรวมกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกภาระอุดหนุนราคาพลังงานวันละประมาณ 770 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบเฉียด 9 หมื่นล้านบาท
ดร.ธนิต ให้ความเห็นว่า ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้กำลังกดดันราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก โพลิเมอร์ ปิโตรเคมี และปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันราคาสูงอยู่แล้วให้สูงขึ้นไปอีก และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
"หากรัฐบาลปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว ราคาแก๊สโซฮอล์ E20 จะพุ่งขึ้นอีกลิตรละ 7 บาทเป็นอย่างน้อย และราคาน้ำมันดีเซล B7 จะเพิ่มขึ้นอีกลิตรละ 8.5-9.5 บาท จะเป็นระดับราคาสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง"
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน คงไม่กล้าปล่อยราคาน้ำมันขึ้นเต็มเพดาน เนื่องจากจะกระทบต่อค่าขนส่งทั้งรถบรรทุกและรถยนต์ส่วนบุคคลโดยตรง ขณะที่ค่าระวางเรือ (Freight Charge) ระหว่างประเทศเป็นปัจจัยที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ เพราะเป็นไปตามกลไกตลาดโลก ซึ่งที่ผ่านมาเคยปรับขึ้นไปถึง 80-90% แล้ว
ห่วงผลกระทบลูกโซ่ ต้นทุนพุ่ง-รายได้ครัวเรือนหด
ดร.ธนิต กล่าวว่า ผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นจะส่งต่อไปยังราคาวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปทั้งที่นำเข้าและผลิตในประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มปรับราคาตามต้นทุนน้ำมัน และจะกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ราคาอาหาร ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครัวเรือนโดยตรง
"หากความขัดแย้งและความรุนแรงในตะวันออกกลางซึ่งกระทบแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งลำเลียงน้ำมันไม่ยุติในเร็ววัน ราคาพลังงานที่สูงจะส่งต่อกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้รายได้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนนอกจากไม่เพิ่มแต่กลับลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันสูงขึ้น ทำให้รายได้สุทธิหรือเงินในกระเป๋าลดลง" ดร.ธนิต กล่าว
ผลกระทบดังกล่าวจะฉุดให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว ส่งผลต่อเนื่องไปถึงภาคการผลิตที่ลดลง และตามมาด้วยความเสี่ยงต่อการจ้างงานในที่สุด
จี้รัฐบาล-ฝ่ายค้าน โฟกัสปากท้องประชาชน
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวหรือไม่ เพราะหากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยซึ่งมีความอ่อนแอและเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การรับมือกับสถานการณ์นี้จึงเป็นความท้าทายทั้งในระดับประเทศและระดับครัวเรือน
ดร.ธนิต เรียกร้องให้รัฐบาลและฝ่ายค้านเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเสริมสภาพคล่องให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งควรถือเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ไปติดกับดักประเด็น "ฮั้ว ส.ว." โดยระบุว่าหากกติกาที่ใช้อยู่มีปัญหาจริง ก็ควรแก้ไขที่ต้นตอคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การเล่นตีรวนกันทั้งในและนอกสภาฯ
"ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจ การจ้างงาน และปากท้องของประชาชน เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาก่อนความขัดแย้งทางการเมือง" ดร.ธนิต กล่าว





