วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

ไทยตั้งรับ LNG ตึงตัว ราคาพุ่งใกล้สงครามรัสเซีย-ยูเครน

ภาครัฐ-เอกชน กางแผนตั้งรับภูมิรัฐศาสตร์ กกพ.ชี้ LNG ตึงตัว ราคาพุ่งใกล้วิกฤต "รัสเซีย-ยูเครน" เร่งประมูลปิโตรเลียมแหล่งอันดามัน EGCO เตือนพึ่ง LNG นำเข้าสูงมีความเสี่ยง “บี.กริม” ศึกษา SMR แปลงโฉมโรงไฟฟ้าก๊าซ

KEY POINTS

  • สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคา LNG โลกพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 28 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน
  • ภาครัฐเร่งหาแหล่งพลังงานในประเทศทดแทน โดยเตรียมเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ โดยเฉพาะแหล่ง "อันดามัน" ที่มีศักยภาพสูง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
  • กกพ. ระบุว่าวิกฤตครั้งนี้ทำให้ไทยต้องปรับนิยามความมั่นคงทางพลังงานใหม่ โดยเพิ่มมิติ "ความยืดหยุ่น" และการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว
  • ภาคเอกชนอย่าง EGCO เตือนถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG นำเข้าที่สัดส่วนสูงถึง 30% และมองว่าการเร่งสำรวจแหล่งในประเทศเป็นเรื่องเร่งด่วน
  • กระทรวงพลังงานเตรียมบริหารจัดการสัญญา LNG ระยะยาว เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาในตลาดจร (Spot Market) ที่สูงขึ้นมาก

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซดันราคา LNG พุ่งแตะ 28 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เป็นแรงกดดันภาครัฐและเอกชนไทยเร่งทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานครั้งใหญ่ ตั้งแต่การเพิ่มมิติ “ความยืดหยุ่น” ในกรอบความมั่นคงพลังงานไปถึง การเร่งสำรวจแหล่งก๊าซในประเทศ เดินหน้าเทคโนโลยี SMR และการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทพลังงานรายใหญ่

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยเร่งให้ทั่วโลกทบทวนนโยบายพลังงานใหม่ โดยนิยามความมั่นคงพลังงานต้องปรับจากเดิมที่เน้นเฉพาะความเพียงพอในการจัดหา มาเป็นการเพิ่มความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น

ทั้งนี้ จากกรอบเดิมที่พิจารณา 3 เสาหลัก คือ ความมั่นคง ราคาที่เหมาะสมและความยั่งยืน โดยปัจจุบันต้องเพิ่มมิติความยืดหยุ่น พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อลดการกระจุกตัวของเชื้อเพลิงและกระจายแหล่งที่มาพลังงาน

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซไม่แน่นอนว่าจะยืดเยื้อนานเพียงใดจึงกระทบเรือขนส่ง LNG จากตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้องเร่งพึ่งพาแหล่งผลิตอื่นแม้จัดหาไม่ได้ในทันที เช่น สหรัฐและออสเตรเลีย

สำหรับปัจจัยดังกล่าวดันราคา LNG โลกอยู่ที่ 28 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ใกล้เคียงช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน รอบแรกที่ราคาขยับจาก 12 ดอลลาร์ เป็น 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าแหล่งผลิตทางเลือกต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อกำลังผลิตเพิ่ม หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ราคาอาจลงเร็ว แต่หากยืดเยื้อจะทำให้ราคาเริ่มลดลง 1-2 ปีข้างหน้า

เร่งเปิดประมูลปิโตรเลียมแหล่ง “อันดามัน”

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการพึ่งแหล่งพลังงานในประเทศ โดยในงาน Gastech 2026 ได้ลงนามสัญญาคู่กันระหว่างไทย-มาเลเซีย ในแปลง 8/B17 (แหล่ง B-17) เพื่อเร่งนำก๊าซมาป้อนทั้ง 2 ประเทศ พร้อมเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่และประเมินศักยภาพแหล่งน้ำลึก 2 แหล่งที่อาจทดแทนอ่าวไทยได้

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า ไทยต้องเปิดสัมปทานสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ โดยเฉพาะแหล่งอันดามันที่มีศักยภาพสูง แต่ท้าทายเพราะทะเลน้ำลึกครั้งแรกของไทย ปัจจุบันมีบริษัทระดับโลกอย่างเชฟรอน รวมถึงบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สนใจประมูล

สถานการณ์ตะวันออกกลางทำให้น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นมาก กระทรวงพลังงานเตรียมบริหารสัญญา LNG ระยะยาวเพื่อลดผลกระทบ

ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 80,000 ล้านบาท โดยกระทรวงพลังงานจะพยายามคุมไม่ให้ทะลุ 100,000 ล้านบาท แต่หากราคาโลกสูงต่อเนื่องอาจต้องขยับราคาขายปลีกในประเทศและเร่งส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ

EGCO เตือนพึ่ง LNG นำเข้าสูงมีความเสี่ยง

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวว่า การบริหารพลังงานต้องอาศัยสมดุล 3 มิติ คือ ความมั่นคงระบบไฟฟ้า ความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ โดยก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านรองรับความผันผวนจากพลังงานหมุนเวียน

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงสร้างก๊าซผลิตไฟฟ้าไทยมาจากอ่าวไทย สัดส่วน 60% ของการใช้ในประเทศ รองลงมา เมียนมา 10% ส่วนเหลือ 30% พึ่งพา LNG นำเข้า แต่ก๊าซอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลงและใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงต้องเร่งสำรวจแหล่งทะเลอันดามัน แม้ต้องใช้เวลาพัฒนา 10 ปี แต่ต้องเริ่มทันทีให้สอดคล้อง PDP ฉบับใหม่ที่มุ่งรักษาสัดส่วนก๊าซอ่าวไทย-เมียนมาไว้ที่ 70%

“บี.กริม” ศึกษา SMR แปลงโฉมโรงไฟฟ้าก๊าซ

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บี.กริม เพาเวอร์ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมความพร้อมด้านพลังงานในภาวะโลกผันผวน โดยเตรียมลงนามพันธมิตรยุโรป ศึกษาความเป็นไปได้นำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) มาใช้ โดยมองกำลังผลิต 300-400 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงโรงไฟฟ้าก๊าซอุตสาหกรรม 200-300 เมกะวัตต์ ที่มีในระบบรวม 9,000 เมกะวัตต์ 

ทั้งนี้ เป็นไปได้ทางเทคนิคที่จะปรับจากกังหันก๊าซ มาเป็น SMR โดยยังใช้กังหันไอน้ำและโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้ และมองเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นเป้าหมายแรก เนื่องจากลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นทุนญี่ปุ่นที่คุ้นเคยพลังงานนิวเคลียร์

นายนพเดช กล่าวว่า การขับเคลื่อนพลังงานผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับ Data Center จะสร้างผลกระทบทวีคูณต่อเศรษฐกิจได้ทันที 30-40% ดังนั้น ความล่าช้าเชิงนโยบายด้าน PDP ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาส่งผลให้มาเลเซียตั้งเป้าใช้นิวเคลียร์ในอีก 3 ปี และเวียดนามเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมแล้ว โดยหาก PDP ชัดเจน ภาคเอกชนพร้อมประกาศแผนลงทุนทันที

“บ้านปู” ปักธง “ก๊าซ-ไฟฟ้า” เป็นแกนหลัก

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โลกอยู่ยุค Energy Addition ใช้พลังงานหลายรูปแบบควบคู่กันก่อนเข้าสู่ Energy Transition ระยะยาว

ทั้งนี้ บ้านปูเน้นเติบโตธุรกิจก๊าซและไฟฟ้าในสหรัฐฯ ซึ่งมีธุรกิจก๊าซในเทกซัสและโรงไฟฟ้า 1,500 เมกะวัตต์ที่ออสติน พร้อมเดินหน้า 2 โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซรองรับ Data Center ที่เทมเพิลและแจ็กสันเคาน์ตี คาดเซ็น PPA ได้ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า

“ก๊าซธรรมชาติไม่เป็นเพียงพลังงานเปลี่ยนผ่านอีกต่อไป แต่เป็นพลังงานหลักระยะยาวที่สะอาด ซึ่งไทยและภูมิภาคยังต้องใช้อีกนาน พร้อมเสนอว่าหากไทยเพิ่มการสำรวจแหล่งพลังงานจะลดการพึ่งพา LNG นำเข้าที่ผันผวนตามซัพพลายเชนโลก”

ด้านการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ บ้านปูตั้งงบรวม 3,000 ล้านบาท เน้นธุรกิจก๊าซและไฟฟ้าเป็นหลัก โดยกันสัดส่วนราว 10% ลงทุนผ่าน VC ในธุรกิจ AI, SMR และเริ่มศึกษา GPU Access as a Service ตั้งเป้า 5 ปีข้างหน้าให้กระแสเงินสดจากธุรกิจก๊าซและไฟฟ้าเกิน 50% พร้อมหนุนแนวคิด “Bangkok Dialogue” ผลักดันไทยเป็นฮับเศรษฐกิจ-พลังงานและซัพพลายเชน AI-Data Center ของภูมิภาค

กฟผ.ชู “Bridging to the Next Era”

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ภาครัฐบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติผ่านการเร่งผลิตในอ่าวไทย รวมถึงจัดหาจากเมียนมาและมาเลเซีย โดยเน้นสัญญาระยะยาวเพื่อลดพึ่งพาตลาด Spot

ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดไทยอยู่ที่ 20% โดยร่างแผน PDP 2026 กำหนดให้อีก 25 ปี วางฉากทัศน์เพิ่มสัดส่วนตั้งแต่ 60-90% ต้องใช้งบลงทุนระบบสมาร์ทกริด สายส่ง และระบบกักเก็บพลังงาน 300,000-700,000 ล้านบาท ตามคาดการณ์ของร่างแผน PDP 

ทั้งนี้ กฟผ.วางยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ได้แก่ Bridging Energy Security ผ่านโครงการ LTMS-PIP ที่รับซื้อไฟฟ้าจากลาวส่งผ่านไทย-มาเลเซีย ไปสิงคโปร์, Bridging Energy Transition ด้วยการขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เปรียบเหมือนทางหลวง ที่ต้องขยายช่องจราจรรองรับรถที่มากขึ้น และ Bridging Sustainable Future

ยุโรปเผชิญวิกฤตน้ำมันอากาศยาน

ยุโรป ส่อรุนแรงปลายปี หลังสงครามอิหร่านกระทบอุปทานจากตะวันออกกลาง จนต้องเร่งหันพึ่งแหล่งนำเข้าไกลถึงเอเชีย ดันเกาหลีใต้ส่งออกน้ำมันเจ็ตไปยุโรปพุ่งสูงสุดรอบเกือบ 4 ปี ท่ามกลางสต๊อกยุโรปที่ร่วงต่ำสุดในรอบ 7 ปี

“ยุโรป” กำลังเผชิญ “ภาวะขาดแคลนน้ำมันอากาศยาน” (น้ำมันเจ็ต) ช่วงไตรมาส 4 หลังสงครามอิหร่านกระทบแหล่งอุปทานจากตะวันออกกลาง จนต้องเร่งนำเข้าจากแหล่งที่อยู่ไกลออกไป โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่ส่งออกน้ำมันอากาศยานไปยุโรปสูงสุดรอบเกือบ 4 ปี

Energy Aspects บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน ประเมินว่า ยุโรปอาจขาดแคลนน้ำมันอากาศยานสูงถึง 510,000 บาร์เรลต่อวันในไตรมาส 4 สวนทางสหรัฐ คาดว่ามีอุปทานส่วนเกิน 18,000 บาร์เรลต่อวัน และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีส่วนเกินถึง 419,000 บาร์เรลต่อวัน