วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน 2569

Login
Login

กางแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน สนพ. ดันไทยฮับ LNG เร่งเปิดสัมปทานอันดามัน

สนพ.กางแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปักหมุด "Gastech 2026" ดันไทยศูนย์กลาง LNG อาเซียน เร่งเปิดสัมปทาน "แหล่งอันดามัน" รับมือวิกฤตราคาผันผวน

KEY POINTS

  • สนพ. ชี้ก๊าซธรรมชาติและ LNG เป็นเชื้อเพลิงหลักในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการค้า LNG (LNG Hub) ในภูมิภาค ผ่านการจัดงาน "Gastech 2026" เพื่อดึงดูดการลงทุน
  • เตรียมเดินหน้าเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ โดยเฉพาะ "แหล่งอันดามัน" ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลน้ำลึกแห่งแรกของไทย เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
  • ตั้งเป้าดึงดูดบริษัทสำรวจและผลิต (E&P) ชั้นนำระดับโลกที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เชฟรอน และ ปตท.สผ. เข้ามาลงทุนในแหล่งอันดามัน
  • แผน PDP 2026 ยืนยันความจำเป็นในการใช้ก๊าซธรรมชาติและ LNG ในการผลิตไฟฟ้าต่อไปอีกอย่างน้อย 10-12 ปี ควบคู่ไปกับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ชี้ก๊าซธรรมชาติและ LNG ยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) พร้อมประกาศความพร้อมในการจัดงาน "Gastech 2026" วันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีพลังงานระดับโลก ขณะเดียวกันเตรียมเดินหน้าเปิดสัมปทานสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ โดยเฉพาะ "แหล่งอันดามัน" ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลน้ำลึกแห่งแรกของไทย 

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงการจัดงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพมหานครว่า ถือเป็นงานพลังงานระดับโลกครั้งสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนและผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่จากทั่วโลก ทั้งจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย ได้เข้ามาพบปะและแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยก๊าซธรรมชาตินั้นถือเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) ไปสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย

การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพการเป็นศูนย์กลาง (Hub) พลังงานในภูมิภาคอาเซียน และมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Hub) ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาตกลงซื้อขาย การร่วมลงทุนในแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ๆ รวมถึงการจัดหา LNG เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต ตตลอดจนการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS), เทคโนโลยีไฮโดรเจน (Hydrogen), และโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

เร่ง "แหล่งอันดามัน" ดึงยักษ์ ENP ลุยทะเลน้ำลึก

ในด้านการจัดหาแหล่งพลังงานภายในประเทศ (Domestic Gas) นายวัฒนพงษ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเปิดสัมปทานสำรวจและขุดเจาะแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ๆ โดยเฉพาะ "แหล่งอันดามัน" ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซที่มีศักยภาพสูง แม้การสำรวจและผลิตในพื้นที่ดังกล่าวจะมีความท้าทายอย่างมากเนื่องจากเป็นพื้นที่ทะเลน้ำลึก (Deep Water) ครั้งแรกของประเทศไทย

ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกที่มีเทคโนโลยีขุดเจาะขั้นสูงเข้ามาดำเนินการ เพื่อให้สามารถนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำในวงการสำรวจและผลิต (E&P) ระดับโลก เช่น เชฟรอน (Chevron)

รวมถึงบริษัทไทยที่มีศักยภาพอย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ให้ความสนใจและพร้อมเข้าร่วมการประมูลสัมปทานดังกล่าว ซึ่งทางกระทรวงพลังงานพร้อมเปิดรับนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนทั้งในด้านก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ

เฝ้าระวังตึงเครียดตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงาน

นายวัฒนพงษ์ ได้กล่าวถึงความท้าทายด้านราคาพลังงานว่า กระทรวงพลังงานกำลังติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา

เพื่อลดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและภาระของประชาชน กระทรวงพลังงานได้เตรียมมาตรการรองรับ โดยเน้นการบริหารจัดการสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว (Term Contract) เพื่อให้ได้ราคาที่ไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับราคาตลาดโลก (Spot LNG) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการพิจารณามาตรการจัดหาพลังงานทดแทน เช่น การรับซื้อพลังงานไฟฟ้าส่วนเพิ่มจากพลังงานสะอาดเข้ามาในระบบเพื่อลดการพึ่งพา Spot LNG

สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ นายวัฒนพงษ์ ชี้แจงว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เข้ามาช่วยดูแลรักษาระดับราคาเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน ส่งผลให้ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่า 80,000 ล้านบาทแล้ว

ทั้งนี้ สนพ. พยายามอย่างเต็มที่เพื่อบริหารจัดการไม่ให้ตัวเลขการติดลบพุ่งสูงถึง 100,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจมีความจำเป็นต้องขยับปรับราคาขายปลีกในประเทศขึ้นบ้าง เพื่อส่งสัญญาณตลาดและป้องกันไม่ให้กองทุนน้ำมันฯ ประสบปัญหาตามมา พร้อมกันนี้ยังได้เร่งส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) เพื่อลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่มีราคาแพง

แผน PDP 2026 เดินหน้าฟอสซิลควบคู่พลังงานสะอาด

นายวัฒนพงษ์ กล่าวสรุปถึงภาพรวมทิศทางพลังงานว่า แม้เทรนด์พลังงานโลกจะมุ่งสู่พลังงานสะอาด แต่ในระยะเปลี่ยนผ่านอีกอย่างน้อย 10-12 ปี ประเทศไทยรวมถึงหลายประเทศในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลคาร์บอนต่ำ เช่น ก๊าซธรรมชาติ

สำหรับร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ที่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นนั้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศไทยยังคงต้องใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งก๊าซจากอ่าวไทยและ LNG ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อรักษาความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้าและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ดำเนินหน้าควบคู่ไปกับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบอย่างรวดเร็วทางคู่ขนานกัน

พลังงานครึ่งปีโต 0.9% ก๊าซ-ไฟฟ้าพุ่ง รับเศรษฐกิจฟื้น

สำหรับการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของไทยช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.9% สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว 2.4% โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.8% และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2% ขณะที่การใช้น้ำมันลดลง 0.8% ถ่านหินลดลง 6% และลิกไนต์ลดลง 52.5% จากการหยุดเดินเครื่องบางส่วนของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

การใช้ไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 6% โดยภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10.2% ภาคธุรกิจ 7.4% และภาคอุตสาหกรรม 3.1% ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าอยู่ที่ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 6.2% ส่วนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 5% โดยก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลัก คิดเป็น 61% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

ด้านการใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 0.8% โดยดีเซลลดลง 2.4% จากราคาที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะที่น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 1.1% ตามการเดินทางทางอากาศที่ขยายตัว ส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 8.5% โดย 63% ใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.4%

ขณะที่ภาคขนส่งทางบกใช้พลังงานลดลง 1.4% แต่การใช้ไฟฟ้าที่สถานีชาร์จเพิ่มขึ้นถึง 87.1% สอดคล้องกับยอดรถ BEV สะสม ณ เดือนมิถุนายน 2569 ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อน

สำหรับการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 121 ล้านตัน ลดลง 0.4% โดยภาคผลิตไฟฟ้าลดลง 3.2% และภาคขนส่งลดลง 1.4% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.9%

ทั้งนี้ ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยวันที่ 14 ก.ย. 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์

สนพ. คาดการณ์ปี 2569 ความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นอยู่ที่ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน โดยคาดว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น 8% และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่ถ่านหิน/ลิกไนต์ลดลง 15.6% อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการการค้าของสหรัฐ และสภาพอากาศ ซึ่งอาจกระทบราคาพลังงานและความต้องการใช้ในช่วงที่เหลือของปี