วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

เอกนิติแย้มลดภาษี E20 - B20 ช่วยเกษตรกร ชี้ลดภาษีน้ำมันทุกชนิดเพิ่มความเสี่ยงการคลัง

“เอกนิติ” ยันใช้ทุกเครื่องมือดูแลราคาน้ำมัน ชี้หากลดภาษีสรรพสามิตจะใช้ลด E20-B20 เพื่อช่วยเกษตรกร ย้ำต้องรักษาวินัยการคลัง ป้องกันวิกฤตซ้อนวิกฤต

KEY POINTS

  • รัฐบาลกำลังพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเฉพาะกลุ่ม เช่น E20 และ B20 แทนการลดภาษีน้ำมันทุกชนิด
  • การลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยโดยตรง เนื่องจากมีส่วนผสมของเอทานอลและไบโอดีเซลที่ผลิตจากอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม
  • การลดภาษีน้ำมันทุกประเภทจะทำให้รายได้ของรัฐลดลงและมีความเสี่ยงต่อสถานะทางการคลังของประเทศ

วันนี้ (21 ก.ย.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดกล่าวถึงข้อเสนอให้นำเงินกู้ที่เหลืออยู่ในส่วนการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง มาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันว่า ประเทศไทยมีเครื่องมือในการดูแลราคาพลังงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การขอความร่วมมือนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน และการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

โดยที่ผ่านมายังไม่ได้นำมาตรการลดภาษีสรรพสามิตมาใช้ เนื่องจากหากลดภาษีจะทำให้รายได้ของรัฐลดลง ขณะที่รายจ่ายยังคงสูง ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินชดเชยอยู่ดี 

อย่างไรก็ดีหากจำเป็นต้องนำเครื่องมือด้านภาษีสรรพสามิตมาใช้ รัฐบาลกำลังพิจารณาเงื่อนไขให้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันให้บางประเภท เช่น  E20 และ  B20 ถึงน้ำมันทั้งสองประเภทมีส่วนผสมของเอทานอลและไบโอดีเซลสูง เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลดภาษีตกอยู่กับเกษตรกรไทยโดยตรง 

เนื่องจากน้ำมัน E20 ใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง ส่วนไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันปาล์ม 

รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวต่อว่าความสำคัญของการรักษาวินัยทางการคลังว่า การดำเนินนโยบายต้องทำอย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ โดยสำหรับปีงบประมาณปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน ประเทศไทยมีวงเงินกู้คงเหลือ (Fiscal Room) อยู่อย่างจำกัดเพียงประมาณ 10,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น 

ทั้งนี้ หากดำเนินมาตรการลดภาษีโดยไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังและก่อให้เกิดวิกฤตทางการคลังหรือวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นได้ สำหรับปีงบประมาณถัดไป รัฐบาลจะประเมินช่องว่างทางการคลังอีกครั้งก่อนพิจารณาตัดสินใจนโยบายต่างๆ

“สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประเมินในรายงานล่าสุดว่า ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการปัญหาพลังงานได้ดีโดยยังคงรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง” นายเอกนิติ กล่าว