วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569

Login
Login

หอการค้าไทยหนุนบอร์ด EV ปรับภาษีตามประโยชน์ที่เกิดในประเทศ

หอการค้าไทย เห็นด้วยมติ บอร์ด EV ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า เก็บภาษี รถ EV นำเข้าสูงกว่าผลิตในไทย เสนอเร่งกำหนด Local Content และเพดานนำเข้าให้ชัดเจน

KEY POINTS

  • หอการค้าไทยเห็นด้วยกับมติบอร์ด EV ที่จะปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า
  • สนับสนุนให้รถยนต์ที่ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่ารถยนต์นำเข้า เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนและจ้างงาน
  • เสนอให้ภาครัฐเร่งกำหนดรายละเอียดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) และหลักเกณฑ์การนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ให้ชัดเจน
  • เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาฐานการผลิตรถยนต์เดิมของไทย โดยเฉพาะรถกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยกับมติบอร์ด EV เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้รถยนต์ที่ผลิตและใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในระดับสูงได้รับอัตราภาษีต่ำกว่า ขณะที่รถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปจะเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน ผลิต จ้างงาน และพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทยอย่างจริงจัง

“การส่งเสริม EV ไม่ควรทำให้ประเทศไทยเป็นเพียงตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องยกระดับไทยให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์แห่งอนาคต โดยยิ่งลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วนไทย จ้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีมาก ก็ควรได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย” ดร.พจน์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยเสนอให้ภาครัฐเร่งกำหนดรายละเอียดสำคัญให้ชัดเจน โดยเฉพาะสัดส่วน Local Content และ Thai Content รวมถึงหลักเกณฑ์การนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU ซึ่งควรมีเพดานปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมจัดสรรสิทธิตามระดับการลงทุนและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตแต่ละรายสร้างให้กับประเทศไทย

นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการรักษาฐานการผลิตรถยนต์ที่ไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว โดยเฉพาะรถกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศ รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและ SMEs ไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

หอการค้าไทยพร้อมร่วมกับภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม ผลักดันมาตรการที่สร้างสมดุลระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ EV การคุ้มครองผู้บริโภค และการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว