กรมการค้าต่างประเทศ ชี้ตัวเลข MPI เดิมไม่สะท้อนกำลังการผลิตไทย หลังสหรัฐใช้ข้อมูลอัตราการใช้กำลังการผลิตเพียง 59% ประกอบประเด็น Excess Capacity ไทยเร่งทำข้อมูลใหม่ร่วมภาคเอกชน ครอบคลุมผู้ส่งออกไปสหรัฐ 80-90%
KEY POINTS
- สหรัฐฯ ใช้ข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ไม่เป็นปัจจุบันเป็นเหตุผลในการตรวจสอบ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง ภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน
- กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำข้อมูลชุดใหม่โดยร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อชี้แจงข้อมูลกำลังการผลิตที่แท้จริงของ 3 อุตสาหกรรมดังกล่าวแก่สหรัฐฯ
- ข้อมูลใหม่ของไทยระบุว่ากำลังการผลิตที่แท้จริงของทั้ง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมสูงถึง 75-90% ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลเดิมที่สหรัฐฯ ใช้พิจารณาว่าต่ำกว่า 60%
- สหรัฐฯ ยอมรับว่าข้อมูลใหม่ที่ไทยนำเสนอมีความชัดเจนและน่าเชื่อถือกว่า แต่การตัดสินใจด้านมาตรการภาษียังขึ้นอยู่กับการเจรจาในอนาคต
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เริ่มกระบวนการตรวจสอบ 16 ประเทศคู่ค้ารวมถึงไทยภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้าปี 1974 โดยมุ่งเป้าที่ “การกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติ” ที่ก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิตที่สหรัฐมองเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐ และกระทบการจ้างงานของแรงงานสหรัฐ
สำหรับสินค้าไทยที่ถูกตรวจสอบ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ
1.ยานยนต์และชิ้นส่วน
2.เครื่องจักร
3.ผลิตภัณฑ์ยาง
ทั้งนี้ สหรัฐมองไทยเกินดุลการค้ารวมทุกรายการสินค้าถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์
รวมถึงภาคการผลิตของไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกัน 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 โดยสินค้าทั้ง 3 กลุ่มที่ไต่สวนไทยถูกมองเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ข้อมูลที่สหรัฐนำมาพิจารณา คือ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของกระทรวงอุตสาหกรรม ถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) โดยสหรัฐระบุถึง MPI เดิมไม่สะท้อนภาพการผลิตจริงของไทย เนื่องจากเป็นข้อมูลเก่าและจัดเก็บจากกลุ่มตัวอย่างเพียงบางส่วน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยชี้แจงประเด็นดังกล่าวกับสหรัฐตั้งแต่การหารือมาตรา 301 และประเด็น Excess Capacity โดยหลังจากนั้นได้นำข้อสังเกตมาหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ปรับปรุงข้อมูลให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน
สำหรับข้อมูลที่ไทยหารือสหรัฐเป็นข้อมูลจัดทำขึ้นใหม่ โดยร่วมกับภาคเอกชนใช้เวลาสำรวจและรวบรวมข้อมูล 1-2 เดือน เน้นข้อมูลกำลังการผลิตจริง และข้อมูลจากบริษัทผู้ส่งออกหลักที่ส่งสินค้าไปสหรัฐ ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมแม่นยำกว่าการใช้ข้อมูล MPI ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
นางอารดา กล่าวว่า การจัดทำข้อมูลชุดใหม่ได้เชิญภาคเอกชนเข้ามาร่วมจัดทำและตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลจากผู้ประกอบการที่ผลิตและส่งออกไปสหรัฐจริง โดยภาคเอกชนที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนของผู้ส่งออกไทยในสัดส่วน 80-90% ของผู้ส่งออกที่ส่งสินค้าไปสหรัฐ
ทั้งนี้ สหรัฐสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลชุดใหม่ของไทย แต่ไทยชี้แจงที่มา วิธีการจัดเก็บ และแหล่งข้อมูลได้ครบถ้วน โดยสหรัฐเห็นว่าข้อมูลที่ไทยนำเสนอชัดเจนและน่าเชื่อถือกว่าข้อมูลเดิมที่ถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาก่อนหน้านี้
“การที่สหรัฐรับฟังและพิจารณาข้อมูลใหม่ ไม่หมายความว่าจะปรับเปลี่ยนมาตรการภาษีโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐและผลการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ระหว่างไทยกับสหรัฐ ขณะที่ข้อมูลกำลังการผลิตเป็นข้อมูลประกอบการเจรจาเท่านั้น“ นางอารดา กล่าว
ทำข้อมูลใหม่แจงสหรัฐแทน MPI
สำหรับข้อมูลที่จัดทำขึ้นใหม่ได้ส่งต่อให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง เพื่อใช้ประกอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลลับเกี่ยวข้องกับข้อมูลการผลิตของภาคเอกชนที่ผู้ประกอบการอนุญาตให้ใช้เพื่อการเจรจา
ทั้งนี้ ข้อมูลชุดใหม่ของกรมการค้าต่างประเทศแตกต่างจากการจัดทำข้อมูล MPI ที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการ เพราะกรมการค้าต่างประเทศเป็นข้อมูลเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินและความเสี่ยงด้าน Transshipment ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะจัดทำข้อมูลในภาพรวมของประเทศ โดยคาดว่าจะมีข้อมูลใหม่ออกมาเดือน ต.ค.2569
“ข้อมูลไทยเป็นข้อมูลเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวหา แต่จะนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบชุดใหญ่ของประเทศ เพื่อให้มีข้อมูลที่สะท้อนข้อเท็จจริงมากขึ้น” นางอารดากล่าว
ข้อมูลไม่สะท้อนการผลิตจริงในปัจจุบัน
สำหรับข้อมูลที่สหรัฐนำมาใช้พิจารณาก่อนหน้านี้เป็นข้อมูลช่วงปี 2024-2025 โดยเป็นตัวเลขอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ภาพรวมของไทยอยู่ที่ 59% ยังไม่ถึง 60% แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่สะท้อนอุตสาหกรรมที่เป็นการผลิตจริงในปัจจุบัน เพราะเป็นข้อมูลเก่าและเป็นข้อมูลจากการสำรวจเพียง 10%
นอกจากนี้ ไทยชี้แจงมาตรการและความเข้มข้นในการตรวจสอบประเด็นการสวมสิทธิ์หรือการถ่ายลำสินค้า (Transshipment) ให้สหรัฐรับทราบด้วย
ไทยแจงสหรัฐเร่งปรับปรุงข้อมูล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การชี้แจงข้อมูลกับสหรัฐส่วนที่กล่าวหาไทยเป็นประเทศทางผ่านสินค้านั้นส่วนหนึ่งมาจากการที่ดัชนี MPI ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง ซึ่งต้องแก้ไขเพราะยังคำนวณอุตสาหกรรมที่เลิกกิจการไปแล้ว แต่ไม่ได้นำอุตสาหกรรมใหม่มารวม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังปรับปรุงดัชนี MPI ให้สะท้อนโครงสร้างจริงในปัจจุบัน
นอกจากนี้ไทยได้แสดงความตั้งใจจริงในการสร้างความร่วมมือทางการค้า เพื่อปรับมุมมองของสหรัฐให้ดีขึ้นและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน โดยไทยนำเสนอข้อมูลรายละเอียดชัดเจนแก่ฝ่ายสหรัฐว่าไทยไม่ทำ Transshipment ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการไต่สวน
ขณะที่ของข้อมูลการผลิตระบุว่า ทั้ง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว ไทยมีกำลังการผลิตจริงสูงถึง 75-90% ซึ่งไม่ได้ต่ำกว่า 60% ตามที่ทางฝ่ายสหรัฐ เข้าใจก่อนหน้านี้แต่อย่างไร
หวังประกาศอัตราภาษีใหม่ 19%
ทั้งนี้ สหรัฐให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างดุลการค้ากับประเทศคู่ค้า โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีดุลการค้ากับสหรัฐสูง ทำให้การเจรจา ART สำคัญต่อทั้ง 2 ฝ่าย ขณะที่ไทยต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกและภาคการผลิตที่พึ่งตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้อัตราภาษีสูงกว่าคู่แข่งจนส่งผลต่อคำสั่งซื้อและการลงทุน
สำหรับเป้าหมายการเจรจา ART ต้องรักษาอัตราภาษีให้อยู่ในกรอบที่เคยหารือที่ระดับ 19% และต้องไม่ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพราะหากไทยมีอัตราภาษีสูงกว่าจะกระทบความสามารถในการแข่งขันผู้ส่งออกไทย และเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการผลิตที่พึ่งพาตลาดสหรัฐ
ส่วนการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ไทยชี้แจง USTR โดยเฉพาะประเด็นการบังคับใช้มาตรการแรงงานและโครงสร้างกำลังการผลิตของไทย พร้อมนำข้อมูลและหลักฐานประกอบการพิจารณาของฝ่ายสหรัฐ





