วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน 2569

Login
Login

ราคายางพุ่งตามเทรนด์โลก ผลสภาพอากาศกดอุปทาน พลังงานดันอุปสงค์

“ยางพารา”เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ข้อมูลจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุว่า พื้นที่ปลูกยาง (เนื้อที่ยืนต้น) ทั้งประเทศประมาณ 22.6–23 ล้านไร่ แบ่งเป็น เนื้อที่กรีดได้ประมาณ 18–20 ล้านไร่ และเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ประมาณ 1.6–1.8 ล้านราย

KEY POINTS

  • ราคายางพาราในตลาดโลกพุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2556 จากภาวะอุปทานที่ตึงตัวทั่วโลก
  • สภาพอากาศแปรปรวน เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญและฝนตกหนักในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียและไทย ส่งผลให้ผลผลิตยางลดลง
  • ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางธรรมชาติเป็นสินค้าทดแทนมีมากขึ้น

เว็บไซต์ TRADING ECONOMICS เปิดเผยว่า ราคาซื้อขายล่วงหน้าของยางพาราปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับประมาณ 249 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัมในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2556 

โดยได้รับแรงหนุนจากสัญญาณภาวะอุปทานที่ตึงตัว ข้อมูลจาก Qinrex ระบุว่าการส่งออกยางธรรมชาติของอินโดนีเซียลดลง 21% เมื่อเทียบปีต่อปีในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตที่ลดลงจากหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก 

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ปัญหาหมอกควัน และไฟป่าที่ยังคงเกิดขึ้น คาดว่าจะยิ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตยางของอินโดนีเซียในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

ราคายางพุ่งตามเทรนด์โลก ผลสภาพอากาศกดอุปทาน พลังงานดันอุปสงค์

สำหรับประเทศไทย คาดว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนก.ย. ซึ่งอาจรบกวนการกรีดยางและทำให้ปริมาณน้ำยางที่เก็บเกี่ยวได้ลดลง ในขณะเดียวกัน การสิ้นสุดฤดูกาลกรีดยางช่วงที่ให้ผลผลิตสูงสุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเดือนก.ย.คาดว่าจะยิ่งทำให้ภาวะอุปทานในภูมิภาคตึงตัวยิ่งขึ้น

“ปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาให้ปรับตัวสูงขึ้นอีกประการหนึ่งคือราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์เพิ่มสูงขึ้น และทำให้ยางธรรมชาติมีความน่าสนใจมากขึ้นในฐานะสินค้าทดแทน”

  • ราคาในประเทศพุ่งแรงกก.ละ20บาท

รายงานจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง พบว่า สถานการณ์ยางพาราเดือนส.ค. 2569 ฟื้นตัวแข็งแกร่ง หลังจากราคายางพาราไทยปรับฐานลดลงในปี 2568 ทิศทางราคาในรอบปี 2569 มีการฟื้นตัวอย่างเด่นชัดในทุกชนิดยาง เคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงในรอบหลายปี โดยยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ราคาเฉลี่ยปี 2568 เคยย่อตัวลงมาอยู่ที่ 65.59 บาท/กิโลกรัม แต่ในปี 2569 ราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งในเดือนส.ค. 2569 อยู่ที่ 84.43 บาท/กิโลกรัม

ทั้งนี้จากรายงานของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ประจำเดือนก.พ. 2569 คาดว่าผลผลิตโลก จะอยู่ที่ 15.279 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.1% จากปีก่อน 

“ประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก คาดจะมีผลผลิต 4.867 ล้านตัน เพิ่มขึ้น2.1% โกตดิวัวร์ ขยายตัวโดดเด่น คาดมีผลผลิต 2.151 ล้านตัน เพิ่มขึ้น8.0% จากการขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซีย และ เวียดนาม คาดว่าผลผลิตจะลดลงเหลือ 2.025 ล้านตัน ลดลง 0.8% และ 1.290 ล้านตัน ลดลง4.2% ตามลำดับ เนื่องจากผลกระทบจากสภาพอากาศแห้งแล้งและข้อจำกัดในการปลูกทดแทน”

  • จีนเบอร์ 1 นำเข้ายางป้อนอุตฯอีวี

ในขณะที่ความต้องการของตลาดโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 15.356 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.4% จากปีก่อน จีน ยังคงเป็นผู้บริโภคอันดับ 1 ของโลก ด้วยปริมาณ 7.040 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.2% ขับเคลื่อนด้วยตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และการส่งออกรถยนต์

ประเทศไทย คาดมีปริมาณการใช้ภายในประเทศ 1.147 ล้านตัน ลดลง3.5% ตามการชะลอตัวของอุตสาหกรรมแปรรูปและยางล้อในประเทศ

สำหรับการส่งออกยางธรรมชาติของไทย ช่วง ม.ค.-ก.ค. 2569 มีปริมาณสะสมรวม 2.38 ล้านตัน ลดลง 1.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 1.64 แสนล้านบาท ลดลง 6.43% แยกเป็น ยางผสม ส่งออกสะสมสูงสุดที่ 1.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้น11.67% มูลค่า6.7 หมื่นล้านบาท ยางแท่ง ส่งออกสะสม 8.09 แสนตัน ลดลง11.87% มูลค่า 5.3หมื่นล้านบาท ยางแผ่นรมควัน ส่งออกสะสม 2.25แสนตัน ลดลง 0.77% คิดเป็นมูลค่า 1.7หมื่นล้านบาท

ตลาดส่งออกสำคัญ (สะสม ม.ค.-ก.ค. 69) จีน ยังคงเป็นตลาดหลักอันดับ 1 นำเข้ายางจากไทยปริมาณ 1.3 ล้านตัน มูลค่า 9.4หมื่นล้านบาท สหภาพยุโรป (EU) นำเข้าปริมาณ 1.34แสนตัน มูลค่า 11,874 ล้านบาท ญี่ปุ่น นำเข้าปริมาณ 1.18 แสนตัน  มูลค่า 10,312 ล้านบาท มาเลเซีย นำเข้าปริมาณ 1.02 แสนตัน มูลค่า 9,319.28 ล้านบาท และสหรัฐ นำเข้าปริมาณ 78,294  ตัน มูลค่า 8,475 ล้านบาท

  • ห่วงค่าบาททุบขีดแข่งขันไทยกดราคาในประเทศ

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนสถานการณ์ยางพาราของไทย คือโครงการชะลอการขายยาง โดย กยท. สนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียน 80% ของมูลค่ายาง เพื่อให้สถาบันเกษตรกรเก็บสต็อกยางไว้ขายในเวลาและราคาที่เหมาะสม การรักษาเสถียรภาพราคา และระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป( EUDR) ซึ่งกยท. ร่วมมือกับเอกชนในการบริหารจัดการผลผลิตและพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา (Traceability) เพื่อรองรับกฎระเบียบEUDR และการขยายเครือข่ายตลาดกลางประมูลผ่านระบบ Thai Rubber Trade เพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเป็นธรรมด้านราคา

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยางพาราของไทยยังต้องระวัง เรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า ณ ต้นเดือนก.ย.2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับประมาณ 33.02 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาส่งออกและรายได้ในรูปเงินบาท สภาพอากาศแปรปรวน อิทธิพลของมรสุมทำให้เกิดฝนตกหนัก รบกวนการกรีดยางในหลายพื้นที่ ขณะที่ปรากฏการณ์ เอลนีโญ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงช่วงปลายปี ซึ่งอาจส่งผลให้ผลผลิตลดลงและมีความผันผวน

ด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงาน ที่เกิดจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและยางสังเคราะห์ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านค่าขนส่งทางเรือและโลจิสติกส์

ดังนั้นกยท. คาดการณ์ว่าในเดือนก.ย. 2569 ราคายางพาราอาจมีช่วงปรับตัวพักฐานเล็กน้อย โดยประเมินราคายางแผ่นรมควันไว้ที่ 82.00 บาท/กิโลกรัม, ยางแผ่นดิบ 80.00 บาท/กิโลกรัม, น้ำยางสด 78.00 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย 72.50 บาท/กิโลกรัม

แม้จะมีปัจจัยกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่า แต่ฝนที่ตกชุกจะช่วยจำกัดปริมาณยางให้ออกสู่ตลาดไม่มากเกินไป ซึ่งจะช่วยพยุงราคายางให้อยู่ในระดับสูงต่อไปได้ ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการควรร่วมติดตามสภาพอากาศ อัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด