“กบข.” เตรียมนำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองที่เกินเกณฑ์ตามกฎหมาย 1,789 ล้านบาท คืนเป็นรายได้แผ่นดิน ภายในต้นเดือนต.ค 2569 นี้ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งกองทุน ยืนยันไม่กระทบเงินออมสมาชิก
นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. บริหารเงินสำรองของกระทรวงการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปัจจุบันมูลค่าเงินสำรองอยู่ที่ 967,000 ล้านบาท สูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 3 เท่าของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการประจำปี 2569
ดังนั้น ตามกฎหมาย กบข. จะต้องนำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองที่เกินกว่าระดับดังกล่าวจำนวนประมาณ 1,789 ล้านบาท ส่งคืนเป็น “รายได้แผ่นดิน” ในต้นเดือนตุลาคม 2569
ทั้งนี้ กบข. จะยังคงรักษาระดับเงินสำรองให้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้เพียงพอรองรับภาระการจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการในกรณีเกิดวิกฤตตามวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีเงินสำรอง
ปัจจุบัน กบข. มีการบริหารจัดการเงินของกองทุนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เงินส่วนสมาชิกและเงินสำรอง โดยมีการจัดทำบัญชี การกำกับดูแล และกำหนดนโยบายการลงทุนของเงินแต่ละส่วนแยกกันอย่างชัดเจน
- สำหรับ เงินส่วนสมาชิก ประกอบด้วยเงินสะสมที่หักจากเงินเดือนของสมาชิกนำส่ง กบข. ทุกเดือน รวมกับเงินสมทบ เงินประเดิม และเงินชดเชยจากรัฐ ซึ่ง กบข. มีหน้าที่บริหารจัดการและลงทุนตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างผลตอบแทนและความมั่นคงทางการเงินให้แก่สมาชิก
- ขณะที่ เงินสำรองของกระทรวงการคลัง เป็นเงินที่รัฐจัดสรรงบประมาณให้ กบข. บริหาร เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการในกรณีเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ
"การนำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรอง คืนเป็นรายได้แผ่นดินในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้ง กบข. ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อเงินกองทุนส่วนของสมาชิกแต่อย่างใด"
"กบข. ขอให้สมาชิกมั่นใจได้ว่าเงินออมของสมาชิกทั้งหมดยังคงได้รับการบริหารจัดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวให้แก่สมาชิก และไม่ว่าสมาชิกจะออกจากราชการด้วยเหตุใด เงินส่วนของสมาชิกทั้งส่วนที่เป็นเงินต้นและส่วนที่เป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนยังคงเป็นสิทธิของสมาชิก โดยสมาชิกจะได้รับคืนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด” ดร.ศรพล กล่าว
กบข. ยังคงมุ่งมั่นดำเนินภารกิจในการดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน อย่างมืออาชีพ ด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของสมาชิกเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณของสมาชิกอย่างยั่งยืน





