วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

'เอกนิติ' เดินหน้า 'BOI to IPO’ ปั้น 7 หุ้นนางฟ้าไทย หนุน New Economy เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

คลัง-BOI จับมือ ตลท. และ ก.ล.ต. ลงนาม MOU โครงการ "BOI to IPO" เร่งเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยโดยใช้การลงทุนนำ สร้างหุ้น 7 นางฟ้าไทย ผ่านการผลักดันผู้ประกอบการNew Economy เข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสูงสุด 5 ปี

17 ก.ย. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยในงานแถลงข่าวและพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ในโครงการ BOI to IPO ว่า

BOI to IPO เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง BOI, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการผลักดันผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เข้าสู่ตลาดทุนไทย หวังเพิ่มศักยภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำมาอย่างยาวนานมีสาเหตุสำคัญมาจากระดับการลงทุนที่ต่ำ และการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว จะช่วยเศรษฐกิจได้เพียงระยะสั้น

ดังนั้น การขับเคลื่อนประเทศไทยยุคใหม่จึงต้องใช้การลงทุนเป็นตัวนำ (Investment-Led Growth Policy) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว เช่นเดียวกับการลงทุนในสนามบิน ท่าเรือ หรืออุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในอดีต เป็นการขยายช่องทางการท่องเที่ยวและส่งออกของประเทศ

ในสภาวะโลกปัจจุบันที่มีการแบ่งขั้ว รวมถึงมีการเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ประเทศไทยจำเป็นต้องคว้าโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนจากนานาประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา BOI ได้ดำเนินการผ่าน Thailand Fast Pass

สะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งแปลงเป็นเงินลงทุนจริงแล้วกว่า 530,000 ล้านบาทในครึ่งแรกปี 2569 โดยตัวเลขอัตราการเติบโตของการลงทุนในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ขยายตัวขึ้น 10% และเกือบ 14% ตามลำดับ

“หาก BOI เป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการลงทุน โครงการนี้จะเปรียบเสมือนปุ๋ยสูตรพิเศษ ช่วยให้ธุรกิจในกลุ่ม New Economy ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ หยั่งรากลึกในประเทศไทยอย่างมั่นคง ผ่านการเชื่อมโยงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เข้าสู่การจดทะเบียน IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯ”

โดยจะจัดให้มีช่องทางพิเศษ และมาตรการจูงใจ เพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทในกลุ่ม New Economy เข้ามาจดทะเบียน นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทแล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้ร่วมเป็นเจ้าของและเติบโตไปกับหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ในตลาดทุนไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จ ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

“วันนี้เราพูดถึงหุ้น 7 นางฟ้าในอเมริกา เราจะทำไงให้มีนางฟ้าและเทวดามาอยู่ที่เมืองไทย นี่แหละครับ คือโจทย์ใหญ่ของ BOI to IPO”

‘Skill Bridge’ ยกระดับอาชีพคนไทย สร้างงานรายได้สูง

นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า การดึงดูดการลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้เม็ดเงินลงทุนเกิดผลประโยชน์ต่อคนไทยอย่างแท้จริง ผ่านโครงการ Skill Bridge ถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้แก่แรงงานไทย ทั้งด้าน Green Economy การวัดปริมาณคาร์บอนในองค์กร และเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต รวมถึงการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับมหาวิทยาลัยในไทย

 

กว่า 2 ไตรมาสที่ผ่านมา Skill Bridge ได้ยกระดับทักษะบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลได้กว่า 70,000 คน ช่วยสร้างงานที่มีรายได้สูงขึ้น เช่น อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transfer) ในจังหวัดสระบุรีที่จ้างงานคนไทยกว่า 20,000 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังดึงผู้ประกอบการ SME ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหัวใจของสมาร์ตโฟนและมีฐานผลิตสำคัญในไทย

‘BOI’ เคาะแพ็กเกจภาษี อัดสิทธิประโยชน์ 5 ปี หนุน New Economy

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขา BOI กล่าวว่า บอร์ด BOI มีมติเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2569 เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) โดยมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม (Top-up) จากเกณฑ์ปกติ ให้กับบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เชนจ์ (Live Exchange)

 

ซึ่งแบ่งสิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการ ดังนี้

 

  • กลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ซึ่งได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี จากเกณฑ์ปกติ หรือเลือกรับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ
     
  • กลุ่มกิจการทั่วไป Non-New Economy จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีก 2 ปี หรือเลือกรับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 3 ปี

 

ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการรายเดิมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้ว หากต้องการขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามมาตรการนี้ จะต้องเป็นโครงการที่ยังมีสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลืออยู่ เนื่องจากตามหลักเกณฑ์ทางภาษีสิทธิจะไม่สามารถเว้นช่วงขาดตอนได้ โดยสิทธิประโยชน์ใหม่จะเข้าไปต่อยอดจากสิทธิเดิมที่มีอยู่

‘ถูกที่ ถูกเวลา’ รับคลื่นลงทุน 5 ล้านล้านบาท

นายนฤตม์ กล่าวด้วยว่า มาตรการนี้เป็นปุ๋ยสูตรพิเศษที่ออกมาได้ถูกที่และถูกเวลา ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก คือ ในช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา หรือ ตั้งแต่ปี 2566 ถึงมิ.ย. 2569 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านบาท

ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย New Economy เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผ่นวงจรพิมพ์ PCB ซึ่งมีผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกเข้ามาลงทุนกว่า 50 บริษัท, อุตสาหกรรมในห่วงโซ่ AI, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Humanoid), เกษตรและอาหารขั้นสูง, และชิ้นส่วนอวกาศยาน

ซึ่งโรงงานจำนวนมากที่ได้รับอนุมัติในช่วงดังกล่าว สร้างโรงงานเสร็จและเริ่มผลิตแล้ว จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการระดมทุนผ่านตลาดทุนเพื่อขยายธุรกิจในระยะต่อไป

ประการที่ 2 ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สร้างข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้การระดมทุนในประเทศกลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับบริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย

“เป้าหมายระยะยาวของ บีโอไอ ไม่ใช่แค่ดึงให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาสร้างโรงงาน แต่เป็นการขับเคลื่อน 3 ปัจจัย เพื่อผูกพันให้บริษัทชั้นนำปักหลักและเติบโตในไทยอย่างมั่นคง ได้แก่ 1. การเร่งพัฒนาแรงงานและบุคลากรทักษะสูง 2. การดึงผู้ประกอบในไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน3. ใช้ตลาดทุนไทยเป็นฐานในการระดมทุน หนุนขยายกิจการทั้งในและต่างประเทศ เช่นเดียวกับกรณีของ บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์”

นอกจากนี้ โครงการ BOI to IPO ยังช่วยเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถือหุ้นและมีส่วนร่วมในผลกำไรของธุรกิจ New Economy ศักยภาพสูง พร้อมทั้งยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารจัดการของบริษัทตามเกณฑ์ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน