วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569

Login
Login

‘อนุทิน’ สั่ง ‘เอกนิติ’ ขยายไทยช่วยไทยพลัส ลดค่าครองชีพประชาชน

’อนุทิน‘ เผยสั่งการให้กระทรวงการคลังขยายโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ออกไปอีก 1-2 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน หลังโครงการเข้าสู่เดือนสุดท้ายในเดือนนี้ ชี้ยังมีวงเงินเหลืออยู่อีก 4-5 หมื่นล้านบาท

วันนี้ (12 ก.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งขณะนี้เข้าสู่เดือนสุดท้ายของการดำเนินโครงการว่า ยังมีวงเงินงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากประชาชนบางส่วนไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิในรอบที่ผ่านมา

นายกฯ กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายโครงการออกไปอีก 1 หรือ 2 เดือน โดยระยะเวลาที่จะขยายต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับวงเงินงบประมาณที่เหลืออยู่

ส่วนจะสามารถ ขยายไทยช่วยไทยพลัส ได้ทันทีหรือไม่ นายอนุทินยืนยันว่า ต้องดำเนินการให้ต่อเนื่อง เนื่องจากกำลังเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ซึ่งเหลือเวลาอีก 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม โดยจะขยายได้ 1 หรือ 2 เดือน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาวงเงินที่มีอยู่

พร้อมระบุว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนได้รับการลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะหลังจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่า รัฐบาลคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนมาโดยตลอด

ส่วนกรณีเสียงวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลจากฝ่ายตรงข้าม นายอนุทิน กล่าวว่า ตนอยู่ข้างประชาชน และหากสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกังวล พร้อมระบุว่า การดำเนินงานของรัฐบาลได้รับความร่วมมือที่ดีทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

นายอนุทิน ยังยกตัวอย่างการเดินทางไปประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีโอกาสหารือกับผู้นำหลายประเทศระหว่างรอพิธี การพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ โดยผู้นำต่างชาติหลายประเทศได้สอบถามถึงสาเหตุที่ยังไม่มีหนังสือเชิญให้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทย

นอกจากนี้ หลายประเทศยังแสดงความสนใจที่จะจัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU กับไทย ในด้านความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากประเทศไทยมีความได้เปรียบทั้งด้านความอุดมสมบูรณ์ในการผลิตสินค้าเกษตร เทคโนโลยีการแปรรูป ต้นทุนการผลิต และคุณค่าทางอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งที่หลายประเทศไม่สามารถแข่งขันกับประเทศไทยได้