พลิกมติ ครม.ให้กระทรวงคมนาคมยกเลิกแผนก่อสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่มูลค่ากว่า 3.7 พันล้านบาท เปลี่ยนไปใช้วิธีการเช่าแทน
KEY POINTS
- พลิกมติ ครม.ให้กระทรวงคมนาคมยกเลิกแผนก่อสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่มูลค่ากว่า 3.7 พันล้านบาท และเปลี่ยนไปใช้วิธีการเช่าแทน
- การยกเลิกโครงการเป็นไปตามนโยบายประหยัดงบประมาณของรัฐบาล เพื่อนำเงินไปใช้ในมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ
- แผนใหม่คือการเช่าอาคาร โดยในระยะยาวอาจให้บริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย (SRT Asset) เป็นผู้ก่อสร้างอาคาร แล้วกระทรวงคมนาคมจึงเข้าไปเช่าพื้นที่
กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อกระทรวงคมนาคมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ยกเลิกโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของกระทรวง วงเงินรวมกว่า 3,700 ล้านบาท แล้วหันมาใช้แนวทาง "การเช่า" อาคารที่ก่อสร้างโดยบริษัทลูกของการรถไฟแทน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่าการดำเนินการในเรื่องการยกเลิกการสร้างอาคารใหม่ของกระทรวงคมนาคม เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และข้อกำหนดที่หน่วยงานราชการได้รับทราบร่วมกันว่าต้องมีการประหยัดงบประมาณในช่วงที่มีวิกฤตจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยการดำเนินการในขณะนี้กระทรวงมีการส่งคืนงบประมาณในส่วนนี้ให้กับสำนักงบประมาณ ส่วนการเช่าอาคารที่ทำการใหม่นั้นคงไม่ได้ดำเนินการในขณะนี้เพราะยังไม่มีสถานที่ที่เหมาะสม
“กรุงเทพธุรกิจ” พาไปเจาะลึกมติ ครม.ล่าสุดเกี่ยวกับการยกเลิกการสร้างกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ถึงสาเหตุที่มีการปรับเปลี่ยนจากการก่อสร้างของกระทรวงมาเป็นการดำเนินการเช่าแทน
สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ) เดิมทีได้รับการอนุมัติกรอบวงเงินภาระผูกพันข้ามปีงบประมาณ (พ.ศ. 2569 – 2571) รวมทั้งสิ้น 3,729.8 ล้านบาท โดยมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2568 ในสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม ให้สำนักปลัดกระทรวงคมนาคมดำเนินการก่อสร้าง โครงการแบ่งออกเป็น
รายการค่าก่อสร้างโครงการฯ วงเงินรวม 3,621.1 ล้านบาท ประกอบด้วย งบปี 2569 จำนวน 517.3 ล้านบาท, งบปี 2570 จำนวน 1,465.7 ล้านบาท, งบปี 2571 จำนวน 1,465.7 ล้านบาท และเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด 182.4 ล้านบาท
- งดสร้างอาคารใหม่รัดเข็มขัดงบประมาณ
อย่างไรก็ตามต่อมาในช่วงต้นปี 2569 ได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อค่าครองชีพของประชาชนในภาคครัวเรือน ตลอดจนการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องนำงบประมาณไปใช้ในมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยวงเงินงบประมาณที่ได้จากการยกเลิกโครงการนี้ ถูกนำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อคืนเงินกลับเข้าสู่ระบบในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
อีกหนึ่งปัจจัยหลักคือการขานรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีและมติคณะรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐบาลได้กำหนดกรอบแนวทางจัดทำงบประมาณที่ยึดหลัก ความคุ้มค่า (Value for Money) และ หลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยไม่ยึดติดกับฐานงบประมาณเดิม
ภายใต้วิกฤตดังกล่าว ส่วนราชการจึงได้รับมอบหมายให้พิจารณาปรับลดงบประมาณและชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ โดยให้เน้นการเช่าแทนการลงทุนก่อสร้าง เพื่อลดภาระงบประมาณผูกพันทางการคลังของประเทศในระยะยาว ทำให้กระทรวงคมนาคมได้มีการทบทวนการก่อสร้างอาคารกระทรวงแห่งใหม่ แล้วหันมาดำเนินแผนการเช่นแทนตามนโยบายของรัฐบาล
- กางแผนใหม่ 'เช่าสั้น-ยาว': ดึง SRT Asset ร่วมขับเคลื่อน
แม้จะยกเลิกการก่อสร้าง แต่ภารกิจของกระทรวงคมนาคมยังคงอยู่จึงวางแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ใหม่เป็น 2 ระยะ ดังนี้
1.ระยะสั้น (เร่งด่วน) ดำเนินการเช่าอาคารสำหรับเป็นสำนักงานชั่วคราวโดยด่วน เพื่อรองรับบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้แก่หน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมและสำนักงานรัฐมนตรี
2.ระยะยาว เปลี่ยนรูปแบบโครงการที่ได้ออกแบบไว้แล้วเป็นการเช่าแทน โดยให้หน่วยงานที่มีภารกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRT Asset) บริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นผู้ก่อสร้างอาคาร แล้วกระทรวงคมนาคมจึงใช้วิธีเช่าพื้นที่
- สศช. - สำนักงบฯแนะทำแผนบริหารพื้นที่ให้ชัดเจน
ทั้งนี้หน่วยงานเศรษฐกิจได้มีความเห็นเกี่ยวกับการปรับแผนของกระทรวงคมนาคมดังนี้ สำนักงบประมาณให้ความเห็นว่าจะช่วยลดภาระผูกพันงบประมาณและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจคลัง
ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคมต้องจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ให้ชัดเจน พร้อมทั้งทบทวนความคุ้มค่าโดยเปรียบเทียบทางเลือกระหว่างการเช่า กับการลงทุนสร้างใหม่บนพื้นฐานของต้นทุนตลอดอายุโครงการ (Life-cycle cost) เพื่อให้การตัดสินใจเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ





