วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน 2569

Login
Login

สงครามอิหร่าน - สหรัฐ 6 เดือน เขย่า GCC ไทยรับต้นทุนขนส่งพุ่ง

สคต.ดูไบชี้ความขัดแย้ง 6 เดือนกระทบพลังงาน-โลจิสติกส์-GCC ไทยต้องรับมือค่าระวางเรือและประกันภัยสูง แต่ยูเออียังเป็นตลาดและฮับการค้าสำคัญ

KEY POINTS

  • ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ 6 เดือน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ GCC โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางขนส่งอื่น ทำให้ระยะทางและเวลาในการขนส่งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้นตามไปด้วย
  • ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนค่าขนส่งและค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้า
  • นอกจากภาคโลจิสติกส์แล้ว ภาคพลังงาน การท่องเที่ยว การบิน และอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มประเทศ GCC ก็ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

เว็บไซต์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) รายงานว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อนาน 6 เดือน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคพลังงาน โลจิสติกส์ การบิน อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และตลาดทุน ขณะที่ภาครัฐและเอกชนเร่งปรับตัวเพื่อรับมือความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานที่เปราะบาง

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการหันไปใช้เส้นทางและท่าเรือทางเลือก เช่น ฟูไจราห์ของยูเออี รวมถึงท่าเรือโซฮาร์ ดูคุม และซาลาลาห์ของโอมาน ซึ่งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดจนเส้นทางบริเวณทะเลแดง เพื่อกระจายความเสี่ยง ส่งผลให้ระยะทางและต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องแบกรับเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามที่สูงขึ้น

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยก่อนเกิดความขัดแย้งมีน้ำมันราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลกผ่านเส้นทางดังกล่าว การหยุดชะงักของการขนส่งจึงส่งผลให้ราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยเฉพาะดีเซล ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคอาจสูงถึง 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมันยังผันผวนตามระดับความตึงเครียดของสถานการณ์

ด้านอสังหาริมทรัพย์ ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ทำให้ผู้พัฒนาโครงการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยยอดขายที่อยู่อาศัยแบบ Off-plan ลดลงเกือบ 90% ระหว่างไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ขณะที่ดูไบส่งมอบที่อยู่อาศัยราว 27,000 หน่วยในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ส่วนธุรกรรมซื้อขายที่อยู่อาศัยช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 86,000 รายการ ลดลงเกือบ 13% จากปีก่อน

ภาคการบินก็ได้รับผลกระทบในช่วงแรก โดยเดือนเม.ย.ขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารของสายการบิน GCC ลดลงมากกว่า 1 ใน 3 จากปีก่อน ก่อนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยเดือนสิงหาคมช่องว่างลดลงเหลือประมาณ 5% และตารางบินเดือนพฤศจิกายนในเส้นทางสำคัญมีจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งสิงคโปร์และซิดนีย์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากเดือนเมษายน นิวยอร์กเพิ่ม 57% ลอนดอนและมิลานเพิ่ม 39% และปารีสเพิ่ม 28%

ขณะที่ภาคท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 8 ของ GDP ยูเออี และสร้างการจ้างงานเกือบ 1 ล้านตำแหน่ง ยังเผชิญแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ประเมินว่าตะวันออกกลางสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวอย่างน้อยวันละ 600 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตราเข้าพักโรงแรมและรายได้ต่อห้องพักลดลงประมาณ 20% ในรอบปีถึงเดือนก.ค. และ GCC อาจสูญเสียการจ้างงานด้านการท่องเที่ยวราว 137,000 ตำแหน่งในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนใช้ช่วงตลาดชะลอตัวเป็นโอกาสปรับปรุงธุรกิจ โดยโรงแรมชั้นนำในดูไบหลายแห่งเร่งปรับปรุงและยกระดับบริการ ขณะที่ร้านอาหารต้องรับมือทั้งจำนวนลูกค้าที่ลดลงและต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น

สำหรับ ตลาดทุน GCC โดยรวมยังสามารถรองรับแรงกดดันจากสถานการณ์ได้ แม้ตลาดดูไบและกาตาร์ปรับตัวลดลงในระดับเลขสองหลัก ขณะที่ตลาดซาอุดีอาระเบียยังเติบโตได้ดี เนื่องจากได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันค่อนข้างจำกัด ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและยังสามารถส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงได้

สคต. ณ เมืองดูไบ ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ไทยมีมูลค่าการค้ากับกลุ่ม GCC รวม 23,060 ล้านดอลลาร์แบ่งเป็นการส่งออก 4,637 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.4% และนำเข้า 18,423 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.95% โดยยูเออียังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในกลุ่ม GCC และมีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 26.87%

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในภูมิภาคยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการค้าไทย โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือฟูไจราห์ของยูเออีและท่าเรือสำคัญของโอมาน รวมถึงค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ต้นทุนและระยะเวลาขนส่งสินค้าสูงขึ้น และส่งต่อไปยังต้นทุนสินค้านำเข้าโดยรวม

สคต. ณ เมืองดูไบ แนะนำผู้ประกอบการไทยให้ติดตามสถานการณ์ด้านความปลอดภัย เส้นทางเดินเรือ ค่าระวาง และเบี้ยประกันภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารสินค้าคงคลังและกำหนดเวลาส่งมอบให้มีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะสินค้าที่มีต้นทุนขนส่งสูงหรือพึ่งพาการนำเข้า

แม้ความขัดแย้งจะเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงทางการค้า แต่ ยูเออียังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะตลาดและศูนย์กลางการค้า การกระจายสินค้า และโลจิสติกส์ของภูมิภาค จึงยังเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไทยควรรักษาฐานการค้า พร้อมมองหาโอกาสใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการปรับโครงสร้างเส้นทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานของ GCC