เส้นทางการค้าทางทะเลทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่สภาพภูมิอากาศ ทำให้เส้นทางการค้าต้องเปลี่ยนรูปไปอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจาก อัลจาซีรา ระบุถึง “เส้นทางสายไหมน้ำแข็ง” หรือ“Ice Silk Road” ว่า เมื่อเร็วๆนี้ จีนได้ประกาศเปิดเส้นทางเดินเรือสายใหม่ผ่านมหาสมุทรอาร์กติก ซึ่งอาจช่วยอำนวยความสะดวกแก่การค้าระหว่างประเทศท่ามกลางวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือสายสำคัญต้องหยุดชะงักลง รวมถึงช่องแคบบับเอลมันเดบ บริเวณปากทางเข้าสู่ทะเลแดง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเดินเรือต่างหันมาให้ความสนใจเส้นทางขนส่งสินค้าทางเลือกผ่านมหาสมุทรอาร์กติกมากขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งต่างๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือสายหลักอย่างทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซีย
จีนใช้เส้นทางตัดผ่านมหาสมุทรอาร์กติก
เมื่อเร็วๆนี้ Sea Legend บริษัทขนส่งสินค้าทางเรือแบบตู้คอนเทนเนอร์ของจีน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศกับภูมิภาคแอฟริกาเหนือและตุรกี ได้ประกาศเปิดตัวเส้นทางเดินเรือสายใหม่อย่างเป็นทางการ โดยตั้งชื่อว่า “Ice Silk Road” เพื่อสื่อถึงเส้นทางสายไหมในประวัติศาสตร์ที่จีนเคยใช้ติดต่อค้าขายกับยุโรปซึ่งบริษัทได้ดำเนินการทดลองเดินเรือในเส้นทางดังกล่าวเมื่อเดือนต.ค.2568 ที่ผ่านมา
รายงานจากสำนักข่าวซินหัวของจีนระบุว่า การเดินทางเที่ยวทดสอบนี้ใช้เวลา 20 วัน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับเส้นทางอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางผ่านคลองสุเอซที่ใช้เวลาประมาณ 40 วัน หรือเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาที่ใช้เวลาประมาณ 50 วัน
เหมาะขนส่งสินค้าเทคโนโลยีที่ต้องเลี่ยงความร้อน
หลี่ เสี่ยวปิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Sea Legend กล่าวว่า เส้นทางเดินเรือใหม่นี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขนส่งสินค้าที่ไวต่อความร้อนและต้องแข่งกับเวลา เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและผลิตภัณฑ์เซลล์แสงอาทิตย์ (ซึ่งเปลี่ยนแสงเป็นไฟฟ้าโดยใช้สารกึ่งตัวนำ) เนื่องจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำและระยะทางที่ไม่ไกลนัก
“แม้ว่าเส้นทางเดินเรือใหม่ในมหาสมุทรอาร์กติกของจีนจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางจากจีนไปยังยุโรปได้ถึงครึ่งหนึ่ง แต่เส้นทางนี้ยังคงสามารถใช้งานได้เฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อากาศอบอุ่นกว่าของซีกโลกเหนือ ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำแข็งน้อยลงเท่านั้น”
ไดแลน โล รองศาสตราจารย์ประจำหลักสูตรนโยบายสาธารณะและกิจการระดับโลกแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ในสิงคโปร์ กล่าวว่า เส้นทางนี้ทำหน้าที่เป็นทางเลือกเสริมตามฤดูกาลให้กับเส้นทางเดินเรือหลักอื่นๆ เพราะเส้นทางนี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่น้ำแข็งละลาย ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางเดินเรือผ่านอาร์กติกยังถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่ามีส่วนทำให้เกิดการละลายของน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
เรือสินค้าเริ่มใช้บริการเพิ่มขึ้น
นักวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นถึงประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าจะส่งผลกระทบต่อเส้นทางนี้ โดยเส้นทาง “Ice Silk Road” สายใหม่ของจีนนั้นตัดผ่านเส้นทาง Northern Sea Route (NSR) ของรัสเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคนี้มานานกว่าทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการวิเคราะห์ด้านการขนส่งจากบริษัทประกันภัยธุรกิจ Allianz Commercial ระบุว่า ในปีที่ผ่านมามีเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เพียง 23 ลำที่แล่นผ่านเส้นทางดังกล่าว เพิ่มขึ้นจากจำนวน 15 ลำในปี 2024
การออกใบอนุญาตเพื่อแล่นเรือผ่านเส้นทาง NSR นั้นดำเนินการโดย Northern Sea Route Administration (NSRA) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ Rosatom รัฐวิสาหกิจด้านนิวเคลียร์ของรัสเซีย
ในปี 2560 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เสนอต่อ ดมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซียในขณะนั้นว่า จีนควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาและใช้งานเส้นทาง NSR เพื่อเพิ่มปริมาณการค้าผ่านอาร์กติก แต่จีนเพิ่งจะสามารถเข้าถึงเส้นทางทางการค้าของรัสเซียได้มากขึ้นเมื่อเกิดเหตุสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนปะทุขึ้นในปี2565
การขนส่งทางทะเลเป็นหัวใจสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ โดย การค้าโลกพึ่งพาการขนส่งทางทะเลมากกว่า 80% ขณะที่สถานการณ์โลกทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ รูปแบบการค้า และเส้นทางเดินเรือกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยมีทั้งทำเล ท่าเรือ ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมต่อเรือ การท่องเที่ยวทางทะเล และบุคลากรที่มีศักยภาพ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้นับเป็นโอกาสของประเทศไทยในการแข่งขันได้ดีขึ้นในระบบการค้าโลก
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลัง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี ครั้งที่ 1/2569 ว่า ต้องทำให้คณะกรรมการเป็นกลไกกลางในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนพาณิชยนาวีของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ดังนั้นที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในทุกวาระที่เสนอพิจารณา พร้อมบันทึกข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปประกอบการดำเนินงานให้รอบคอบและเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยมี 4 เรื่องสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวาระเพื่อพิจารณาที่กำหนดไว้ในการประชุม ดังนี้ 1. เชื่อมการขนส่งหลายรูปแบบ ลดขั้นตอนและต้นทุนโลจิสติกส์ เป้าหมายคือทำให้การขนส่งสินค้าระหว่าง “เรือ - ราง - ถนน” เชื่อมต่อกันได้สะดวกขึ้น ลดภาระเอกสารและต้นทุนของภาคธุรกิจ
2. เร่ง Maritime Single Window (MSW) ปรับเปลี่ยนรูปแบบเอกสารเป็นดิจิทัล โดยประสานการทำงานร่วมกับระบบ National Single Window ของกรมศุลกากร และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ แนวทาง MSW มีเป้าหมายตามกรอบอนุสัญญา FAL ที่มุ่งลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและลดจำนวนเอกสารด้านพิธีการเข้า - ออกเรือ
3. ดันภูเก็ต - อันดามันสู่ศูนย์กลางเรือยอช์ตและเรือสำราญ สร้างรายได้ สร้างงานคนไทย ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้เร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวสำราญทางทะเล เพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางเรือของภูมิภาคอาเซียน โดยให้กรมเจ้าท่าขับเคลื่อนการพัฒนาภูเก็ตและจังหวัดชายฝั่งอันดามันให้มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางที่จอดพักเรือ หรือ Marina รองรับเรือยอช์ตและซุปเปอร์ยอช์ต
4. เร่งกฎหมายพาณิชยนาวีฉบับใหม่ เร่งขับเคลื่อนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. …. และนำเสนอตามขั้นตอนการเสนอกฎหมาย เพื่อปรับโครงสร้างและเครื่องมือในการส่งเสริมอุตสาหกรรมพาณิชยนาวีให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจและการแข่งขันในปัจจุบัน





