วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

‘BANPU’ ชูพลังงาน ‘ถ่านหิน-ก๊าซธรรมชาติ’ แก้ปัญหาต้นทุน-สายส่ง ดึงดูดการลงทุน

“BANPU” เผยโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไทย เผชิญข้อจำกัดด้านระยะเวลาการจ่ายไฟฟ้า จากปัญหาเชื่อมต่อสายส่งและการอนุมัติล่าช้า สร้างความเสี่ยงพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เน้นย้ำความสำคัญถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันผ่านนวัตกรรมพลังงานที่หลากหลาย

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน Gastech 2026 หัวข้อ "AI, electrification, and the grid imperative" ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยมูลค่าการลงทุนในระดับหลายล้านล้านดอลลาร์

แรงขับเคลื่อนดังกล่าว ส่งผลให้ความต้องการพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในทุกภูมิภาค โดยมีสหรัฐและจีนเป็นผู้นำหลักในการลงทุนทั้งด้านระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Infrastructure) และศูนย์ข้อมูล AI (AI Datacenter) ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางความต้องการพลังงานและการลงทุนแห่งถัดไป

ท่ามกลางโอกาสเหล่านี้ นายสินนท์ กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนกำลังมองหามี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เสถียรภาพ, กำไร, และการขยายธุรกิจ ซึ่งในมุมนี้ ประเทศไทยถือว่ามีการวางแผนด้านพลังงานอย่างดี สอดรับกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ของรัฐบาล เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดิจิทัลและ AI รวมถึงการแพทย์และสุขภาพ จึงสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ

‘BANPU’ ชูพลังงาน ‘ถ่านหิน-ก๊าซธรรมชาติ’ แก้ปัญหาต้นทุน-สายส่ง ดึงดูดการลงทุน

เหตุผลที่ AI กลายเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยพัฒนาขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพได้อย่างมาก สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และในทางกลับกันก็ผลักดันความต้องการพลังงานให้เติบโตตามไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น แม้อุตสาหกรรม AI จะเพิ่งเข้าสู่ยุคเริ่มต้น แต่ความต้องการการประมวลผลมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนทั้งชิปและพลังงานไฟฟ้าไปอีกอย่างน้อยถึงปี 2573

เมื่อความต้องการพุ่งสูงเช่นนี้ โจทย์จึงย้อนกลับมาที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน โดยนายสินนท์มองว่า เงินทุน (Capital) อาจไม่ใช่ข้อจำกัดหลักของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน หากแต่เป็นระยะเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (Time to Power) ซึ่งมีที่มาจาก

  1. ปัญหาการเชื่อมต่อสายส่ง (Interconnection Delays)
     
  2. ความล่าช้าในการอนุมัติและเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า
     
  3. ห่วงโซ่อุปทานและภาวะเงินเฟ้อ จากราคาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สร้างโครงข่ายและโรงไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก

ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละประเทศต้องมีนวัตกรรมทางพลังงานที่หลากหลาย เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าในการจ่ายไฟฟ้า เช่น เครื่องยนต์ก๊าซแบบโมดูลาร์ (Modular Gas Engines) หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Batteries) และการค้าปลีกพลังงาน (Trading) โดยปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

ในฐานะผู้เล่นที่ผ่านการปรับตัวมาแล้ว นายสินนท์ กล่าวว่า "บ้านปู" เริ่มต้นจากการเป็นผู้ทำเหมืองถ่านหินรายแรก ๆ ในไทยและอินโดนีเซีย ก่อนจะก้าวสู่การเป็นผู้เล่นในธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า (Gas-to-Power) จนปัจจุบันบ้านปูมีกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในสหรัฐราว 1 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (1 Bcf/d) มีการทำเหมืองถ่านหินประมาณ 45 ล้านตัน และมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมราว 5 กิกะวัตต์ (5 GW) ในเอเชียแปซิฟิก

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการดำเนินงานในสหรัฐ ซึ่งบ้านปูดำเนินงานผ่านบริษัท BKB Corporation บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่คุณค่าเต็มรูปแบบ ด้วยการนำก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้เองไปป้อนให้กับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 1,500 เมกะวัตต์ของบริษัท แล้วเชื่อมต่อเข้ากับ Data Center ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) ใน 2 พื้นที่

“ระบบไฟฟ้าทุกประเทศจำเป็นต้องมีฐานพลังงานที่มั่นคงในระยะยาว หากราคาไฟฟ้าสูงเกินไป ประเทศจะสูญเสียขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลก ดังนั้น สำหรับไทย ถ่านหินยังมีความสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน และดูแลต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้” นายสินนท์ กล่าวในตอนท้าย