‘กฟผ.-มิตซูบิชิ เพาเวอร์-บ้านปู' ผสานกำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า เร่งปรับ Grid-แบตเตอรี่-พลังงานสะอาด รองรับการลงทุนยุคใหม่รับคลื่น AI-Data Center อาเซียนโตก้าวกระโดด
KEY POINTS
- การเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ในอาเซียน โดยเฉพาะไทย ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นมาก โดย กฟผ. ได้รับคำขอเชื่อมต่อไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์รวมถึง 35 กิกะวัตต์ ซึ่งเกือบเท่ากับความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ
- กฟผ. เตรียมรับมือโดยเสนอแผนลงทุน 3.5 หมื่นล้านบาทเพื่อยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่ EEC พร้อมติดตั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) และเตรียมออกมาตรการเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น อัตราค่าไฟฟ้าใหม่
- มิตซูบิชิ เพาเวอร์ ชี้ว่าไทยมีจุดแข็งด้านกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูง (Reserve Margin 25%) ซึ่งดึงดูดการลงทุน และเน้นย้ำความสำคัญของโรงไฟฟ้าฐานที่มั่นคง เช่น ก๊าซธรรมชาติที่พร้อมรองรับเชื้อเพลิงไฮโดรเจน เพื่อสร้างเสถียรภาพให้ระบบ
- บ้านปู เน็กซ์ ชูยุทธศาสตร์ "ความยืดหยุ่น" (Flexibility) โดยมองว่าระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เป็นโซลูชันที่ดีที่สุดในการจัดการความต้องการไฟฟ้าที่ผันผวนของดาต้าเซ็นเตอร์ และกำลังพัฒนาโครงการ BESS หลายแห่งเพื่อรองรับ
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) กำลังกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ "ระบบไฟฟ้า" และ "โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย ต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน
ในงานเสวนาหัวข้อ “The Asean Stategic shift to renewables and compute power” ที่จัดขึ้นในงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพ วันที่ 14 ก.ย.2569 นี้มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเติบโตการใช้ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับยุค AI และ Data Center ในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างมาก
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กฟผ. ซึ่งรับผิดชอบระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าหลักของประเทศ ได้รับคำขอเชื่อมต่อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการ Data Center รวมสูงถึง 35 กิกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) ของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่ราว 40 กิกะวัตต์ โดยในร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ได้จัดสรรกำลังผลิตรองรับ Data Center ไว้ที่ 8.8 กิกะวัตต์
- ชงลงทุน 3.5 หมื่นล้านขยายสายส่งเพิ่ม
นอกจากนั้นในฝั่งการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทานก๊าซธรรมชาติ กฟผ. จึงได้เสนอต่อกระทรวงพลังงานเพื่อขอขยายอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าเดิมในระยะกลาง ควบคู่กับการรอโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ทั้งจากภาครัฐและเอกชน พร้อมกันนี้ กฟผ. ได้เสนอโครงการมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติ เพื่อปรับปรุงและยกระดับระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายหลักในการตั้ง Data Center ของประเทศไทยในปัจจุบัน
นอกจากนี้ เนื่องจากลักษณะการใช้ไฟฟ้าของ AI และ Data Center มีการเปลี่ยนแปลงกำลังไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อแรงดันและความถี่ในระบบส่ง กฟผ. จึงได้เตรียมติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบตอบสนองเร็ว (Fast-response BESS) ในพื้นที่ EEC พร้อมทั้งอยู่ระหว่างกำหนดข้อกำหนดระบบโครงข่าย (Grid Code) จำกัดอัตราการเปลี่ยนแปลงกำลังไฟฟ้า และกำหนดให้แจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อมีการตัดสลับไปใช้แบตเตอรี่สำรองหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า รวมถึงอยู่ระหว่างจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ (New Tariff) สำหรับ Data Center ซึ่งจะมีอัตราสูงขึ้น และกำหนดให้ผู้ประกอบการวางหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร (Bank Guarantee) เพื่อครอบคลุมการลงทุนระบบส่งและระบบจำหน่าย คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้
นายวฤต กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการบริหารพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ได้ร่วมมือกับองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในการประเมินการเชื่อมต่อพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ โดยได้จัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และมีแผนพัฒนาเป็นศูนย์ควบคุม (Control Center) เพื่อรองรับกลไกการสั่งลดกำลังการผลิต (Curtailment) อีกทั้งได้บรรจุระบบกักเก็บพลังงานในแผน PDP ได้แก่ แบตเตอรี่ (BESS) 160 กิกะวัตต์-ชั่วโมง และโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับประมาณ 40 กิกะวัตต์-ชั่วโมง
ส่วนในระยะยาวได้บรรจุโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) กำลังการผลิตรวมราว 9 กิกะวัตต์ ไว้ในแผน PDP เพื่อเป็นพลังงานฐานที่ปราศจากคาร์บอน
- มิตซูบิชิ เพาเวอร์ ชี้ไทยมีจุดแข็ง Reserve Margin 25%
นาย Akihiro Ondo ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Mitsubishi Power Asia Pacific เปิดเผยว่า Mitsubishi Power ในฐานะแบรนด์โซลูชันพลังงานในเครือ Mitsubishi Heavy Industries ประเทศญี่ปุ่น ได้ดำเนินธุรกิจในไทยมาเกือบ 60 ปี และจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทยคิดเป็นเกือบ 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
โดยมองว่าประเทศไทยมีนโยบายพลังงานและแผน PDP ที่ชัดเจน รวมถึงมีการปฏิบัติตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) อยู่ที่ประมาณ 25% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดการลงทุน Data Center เข้ามาในประเทศ
“ท่ามกลางความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก AI Data Center และการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน การรักษาความมั่นคงของไฟฟ้าฐาน (Base-load) เพื่อเชื่อมประสานช่องว่างดังกล่าวถือเป็นสิ่งสำคัญ โดย Mitsubishi Power ได้ส่งมอบโรงไฟฟ้าความร้อนร่วมรวม 10 ยูนิต กำลังการผลิตรวม 6.7 กิกะวัตต์ในไทย เพื่อสร้างความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้า พร้อมทั้งร่วมทุนกับ กฟผ. ในนามบริษัท EGAT Diamond Service เพื่อให้บริการบำรุงรักษากังหันก๊าซของโรงไฟฟ้าเดิมให้พร้อมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” นาย Akihiro กล่าว
สำหรับภาพรวมในภูมิภาคอาเซียน นาย Akihiro เห็นว่าควรใช้แนวทางที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงและทำเป็นขั้นตอน (Realistic and phased approach)โดยก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นพลังงานเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งกังหันก๊าซรุ่นใหม่ของบริษัทสามารถรองรับการใช้เชื้อเพลิงสะอาดอย่างไฮโดรเจน โดยได้ผ่านการทดสอบการผสมไฮโดรเจน 30% ในระดับพาณิชย์ที่ประเทศญี่ปุ่น และ 50% ในสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว โดยมุ่งเป้าสู่การใช้ไฮโดรเจน 100% ในอนาคต
นอกจากนี้ยังได้ร่วมศึกษาการผสมไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้าเดิมกับ กฟผ. รวมถึงร่วมมือกับบริษัทในกลุ่มบ้านปู (BCP) ในการทดสอบผสมแอมโมเนีย 20% ในโรงไฟฟ้าอีกด้วย
- บ้านปู เน็กซ์ ชูยุทธศาสตร์ "Flexibility" ดัน Energy Trading-CVC
ด้านนายสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด เปิดเผยว่ากุญแจสำคัญในการแก้โจทย์ความท้าทายด้านพลังงานยุคดิจิทัลคือ ความยืดหยุ่น(Flexibility) ของระบบพลังงาน เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของ Data Center มีรูปแบบที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เป็นโซลูชันที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้
โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการ BESS จำนวน 10 โครงการใน 5 ประเทศ รวมความจุประมาณ 2.4 กิกะวัตต์-ชั่วโมง เพื่อช่วยบริหารจัดการช่วงความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ของ Data Center
นอกจากระบบแบตเตอรี่แล้ว ในระยะยาวจำเป็นต้องพัฒนาปัจจัยรอบด้านควบคู่กัน ได้แก่ การส่งเสริมตลาดซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ในประเทศเพื่อให้สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริง [9] การพัฒนาระบบบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าขั้นสูง (Advanced Grid Management)
ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์พลังงาน บริษัทระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลัง และหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กฟผ.รวมถึงการร่วมทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศจีนเพื่อรองรับทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบส่งไฟฟ้า
นายสมิทธิพร กล่าวถึงกลยุทธ์การตัดสินใจลงทุนว่า ต้องประเมินความสามารถในการขยายผลระยะยาว (Scalability) ของพื้นที่โครงการ ตรวจสอบความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้าร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล และประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง Hyperscalers
นอกจากนี้ บ้านปูยังใช้หน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) เข้าไปลงทุนและทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีพลังงานระดับโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา จีน ไต้หวัน และอิสราเอล เพื่อนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานให้ตอบโจทย์การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน





