นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า ทิศทางขับเคลื่อนองค์กรครั้งสำคัญหลังการควบรวมกิจการกับบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เสร็จสมบูรณ์เมื่อ 31 ก.ค. 2569 นำไปสู่การจัดตั้งโครงสร้างการถือหุ้นใหม่ภายใต้ชื่อ Banpu NEWCO เพื่อปลดล็อกมูลค่าทางธุรกิจและสร้างฐานการเงินที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว
โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 สายหลักคือ บ้านปู เพาเวอร์ พลัส (Banpu Power Plus) ดูแลพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าทั้งพลังงานความร้อนร่วม พลังงานสะอาด และการค้าพลังงาน (Energy Trading) และ บ้านปู เน็กซ์ (Banpu NEXT) เน้นลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตและนวัตกรรม AI
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างใหญ่ในครั้งนี้มาพร้อมการตั้งเป้าหมายยุทธศาสตร์ปี 2573 เพื่อเร่งการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ให้เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า จากปี 2569 พร้อมปรับสัดส่วนโครงสร้างรายได้ให้มี EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 ลงอย่างน้อย 20% เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนระดับสากล
“การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่จัดโครงสร้างองค์กรใหม่ แต่คือสร้างสรรค์พลังงานที่มั่นคงและรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่อนาคต โดยเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัยในจุดที่สร้างมูลค่าสูงสุด เพื่อให้พอร์ตธุรกิจของเรามีความยืดหยุ่นและพร้อมคว้าโอกาสใหม่ ๆ ในช่วงเวลาแห่งการทรานส์ฟอร์ม”
นายสินนท์ กล่าวด้วยว่า สำหรับสัดส่วนส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม (NCI) จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังการควบรวม BPP เข้ามาอยู่ใต้ Banpu NEWCO โดย NCI ที่เหลือจะมาจากบริษัทย่อยในอินโดนีเซียและสหรัฐฯ เท่านั้น
ทั้งนี้ บ้านปูย้ำจุดยืนในการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย มุ่งเน้นโครงการที่สร้างมูลค่าสูงสุด ควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงิน และการยกระดับงานบริหารการเงิน โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดสินใจ เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ทั้งธุรกิจไฟฟ้าสำหรับ Data Center, แบตเตอรี่ BESS, Nickel Oxide และเทคโนโลยี CCUS เพื่อพาองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับผลดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 รายได้รวม 1,400 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และมี EBITDA อยู่ที่ 327 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อน มีกำไรสุทธิ 49 ล้านดอลลาร์ ด้านสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่ม Next-Gen Mining 54%, US Closed-Loop Gas 30% และ Power Plus & Future Tech 16% ขณะที่สัดส่วน EBITDA มาจาก Next-Gen Mining 40%, US Closed-Loop Gas 36% และ Power Plus-Other 24%
โดยภาพรวมธุรกิจทั้ง 4 เสาหลักยังคงสร้างกระแสเงินสดได้มั่นคง โดยเฉพาะ 1. US Closed-Loop Gas (BKVE) กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ ที่สร้างสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 89 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (BCF) จากการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาที่ดีเยี่ยม และเร่งขยายโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย 1.5 ล้านตันภายในปี 2571 ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีราว 85 ดอลลาร์ต่อตัน สร้าง EBITDA Margin สูงถึง 30-40%
2. Next-Gen Mining ธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย จีน และมองโกเลีย มียอดขายรวม 9 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 0.8 ล้านตันจากไตรมาสก่อนหน้า) โดยเหมืองในอินโดนีเซียโต 13% แม้เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนน้ำมันแต่สามารถคุมต้นทุนทั้งปีไว้ที่ 61 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนออสเตรเลียคาดฟื้นตัวในไตรมาส 3 ปี 2569 หลังผ่านช่วงย้าย Longwall ทั้งนี้ มุ่งนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เร่งเปลี่ยนรถบรรทุกเป็น EV และมองว่าราคาถ่านหินจะยังคงทรงตัวเนื่องจากความต้องการใช้พลังงานเพื่อความมั่นคง
3. Power Plus พอร์ตโรงไฟฟ้าความร้อนร่วมและพลังงานหมุนเวียนรวมเกือบ 4,000 เมกะวัตต์ (เป็นพลังงานหมุนเวียนกว่า 1,000 เมกะวัตต์) ยังคงมีสถิติความพร้อมจ่ายที่ดี พร้อมเดินหน้าเร่งธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ในจีน สหรัฐ (MegaWatt) และออสเตรเลีย (Bulien) เพื่อเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ Power Trading ในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐ และจีน
4. Future Tech (BANPU NEXT) โซลูชัน Net Zero แบบครบวงจร เช่น การเป็นที่ปรึกษาด้านการลดคาร์บอนให้แก่ AOTGA พร้อมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Compute, Cloud, Modal AI และ AI Application เพื่อสร้างระบบนิเวศพลังงานแห่งอนาคต
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ บ้านปู ยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษ (AI Data Center) ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ซึ่งมีความต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาลและต้องการความเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง โดยบ้านปูเตรียมใช้ประโยชน์จากทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ เข้าไปตอบโจทย์กลุ่มผู้ให้บริการ Hyperscale Data Center
“Data Center ต้องการทั้งความสะอาดและความมั่นคงของพลังงานไปพร้อมกัน ในปัจจุบันโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจึงเป็นโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดเพราะมีความเขียวขึ้น และตอบโจทย์การจ่ายไฟได้แบบ 24/7 ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนซึ่งจะจ่ายไฟได้ตลอดเวลานั้นยังคงต้องใช้เวลาในการพัฒนา”
ทั้งนี้ บ้านปูอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับผู้ให้บริการ Data Center ขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในหลายประเทศ เพื่อเติมเต็ม Ecosystem ด้านพลังงานและเทคโนโลยีให้สมบูรณ์แบบรองรับการเติบโตในโลกยุคใหม่



