วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

“พูนพงษ์” ว่าที่ปลัดพาณิชย์  แจงแต่งตั้งโยกย้ายพาณิชย์ ยึดหลัก "คนตรงงาน-ลูกหม้อ"

“พูนพงษ์” ว่าที่ปลัดพาณิชย์  แจงแนวทางแต่งตั้งโยกย้ายบิ๊กข้าราชการ ยึดหลัก "คนตรงงาน-ลูกหม้อ" พร้อมเคลียร์ปม เจนีวา  ครบวาระ 6 ปี  รับ ตำแหน่งผู้ตรวจมีข้อจำกัดแต่ไม่ด้อยค่า  ย้ำ โยกย้ายไม่มีกลั่นแกล้ง โปร่งใส

KEY POINTS

  • นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ยึดหลักความเหมาะสมของบุคคลกับงาน (คนตรงงาน) และพิจารณาจากผู้ที่รู้จักเนื้องานดีที่สุด
  • กรณีการโยกย้ายทูต WTO ณ นครเจนีวา เป็นไปตามวาระที่ปฏิบัติหน้าที่ครบ 6 ปี และมีการพิจารณาผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาไปแทน แต่บุคคลดังกล่าวไม่สะดวกรับตำแหน่ง
  • เตรียมปรับบทบาทผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ โดยมอบหมายภารกิจเพิ่มเติมตามความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว เพื่อช่วยขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวง
  • ยืนยันว่าการตัดสินใจคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ ไม่มีการกลั่นแกล้ง และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงฯ คนปัจจุบันหารือร่วมกับว่าที่ปลัดกระทรวงฯ เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสม เนื่องจากทั้งสองเป็นผู้ที่รู้จักทั้งตัวบุคคลและเนื้องานดีที่สุด ก่อนเสนอข้อเสนอแนะพร้อมเหตุผลประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ข้าราชการระดับ 10 ไม่ว่าจะเป็นอธิบดี รองปลัดกระทรวงฯ หรือผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ล้วนได้รับสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนเท่าเทียมกันทั้งหมด

สำหรับกรณีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา ผู้ดำรงตำแหน่งได้ปฏิบัติหน้าที่ครบวาระ 4 ปี และได้รับการต่ออายุอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี รวมเป็น 6 ปี ซึ่งตามข้อกฎหมายจะต้องสับเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งระดับ 10 อื่น เช่น ผู้ตรวจราชการ ส่วนการดำเนินการโยกย้ายในรอบเดียวกันก่อนครบกำหนดจริงในช่วงเดือนก.พ.นั้น ถือเป็นขั้นตอนปกติ เพื่อให้กระบวนการเสนอคณะรัฐมนตรีและการนำความกราบบังคมทูลฯ เป็นไปตามกรอบเวลา

ส่วนกรณีข่าวการลาออกของนางพิมพ์ชนก พิตฟิลด์ เดิมกระทรวงฯ ได้สนับสนุนให้สมัครตำแหน่ง DGD ที่นครเจนีวา ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว แต่เมื่อไม่ได้รับเลือก จึงมีการเสนอปรับหมุนเวียนตำแหน่ง สำหรับการโพสต์เรื่องลาออกนั้นเป็นความตั้งใจของเจ้าตัว เนื่องจากต้องดูแลมารดาที่มีอายุมาก ประกอบกับครบวาระ 6 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ตามหลักการควรยื่นเรื่องลาออกอย่างเป็นทางการภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่เรียบร้อยแล้ว

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีของ นางอรมณ ทรัพย์ทวีธรรม ซึ่งมีประสบการณ์จากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และมีความเชี่ยวชาญด้านการเจรจาการค้า จึงมีแนวคิดที่จะให้ไปรับดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา เพื่อใช้ประสบการณ์ด้านการเจรจาที่สั่งสมมาให้เกิดประโยชน์ต่อกระทรวงและประเทศ แต่นางอรมนไม่สะดวกที่จะรับตำแหน่งดังกล่าว จึงอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบ

ส่วนข้อกังวลว่า การโยกย้ายผู้บริหารจากตำแหน่งอธิบดีมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงอาจทำให้บทบาทลดลง หรือเป็นตำแหน่งที่ไม่มีภารกิจ ายพูนพงษ์ ยอมรับว่า ในเชิงโครงสร้าง ผู้ตรวจราชการไม่ได้มีบุคลากรหรือมีงบประมาณในมือเหมือนอธิบดีกรม จึงอาจมีข้อจำกัดในการสร้างงานในลักษณะเดียวกับการเป็นเจ้ากรม แต่ไม่ได้หมายความว่าตำแหน่งผู้ตรวจราชการไม่มีคุณค่า  โดยผู้ตรวจราชการควรทำงานมากกว่าการตรวจราชการตามเขตพื้นที่ และควรนำความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวเข้ามาสนับสนุนภารกิจของกระทรวงในลักษณะงานเฉพาะกิจ

เช่น ผู้ตรวจราชการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สามารถเข้าไปช่วยเร่งรัดการเจรจากับสหภาพยุโรป หรือสนับสนุนทีมเจรจาในประเด็นเฉพาะ ขณะที่ผู้ตรวจราชการที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ก็สามารถเข้ามาช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานและการใช้เทคโนโลยีของกรมต่าง ๆ ในกระทรวงได้

ดังนั้น แนวทางใหม่คือการมอบหมายภารกิจเพิ่มเติมตามความเชี่ยวชาญของแต่ละคน เพื่อให้ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสามารถสร้างผลงานและมีส่วนช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงได้มากขึ้น

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนข้อสังเกตว่าการโยกย้ายผู้บริหารครั้งนี้อาจส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการ ยืนยันว่า ไม่ได้ทำให้ข้าราชการเสียขวัญกำลังใจ โดยระบุว่าข้อมูลที่นำมาชี้แจงเป็นข้อเท็จจริง ขณะที่ความเห็นจากบุคคลภายนอกเป็นเพียงความรู้สึกของบางส่วน ไม่สามารถนำมาเหมารวมว่าเป็นความเห็นของข้าราชการทั้งหมด

“เวลาจะตัดสินอะไร เราไม่ควรตัดสินเอง ควรให้คนกลางหรือคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตัดสิน เพราะหากถามคนที่ได้รับผลกระทบ คำตอบก็อาจเป็นแบบหนึ่ง แต่ถ้าถามคนที่ออกคำสั่ง คำตอบก็อาจเป็นอีกแบบหนึ่ง จึงควรให้คนกลางมองทั้งผลงานและความเหมาะสม”  นายพูนพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่ามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยบางส่วนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความเป็นธรรมในการบริหารบุคคล นายพูนพงษ์  กล่าวว่า การตัดสินใจทั้งหมดคำนึงถึงผลประโยชน์ของกระทรวงเป็นสำคัญแต่มันห้ามความคิดของแต่ละคนไม่ได้ เหมาะสมไหม อะไรยังไง ก็ต้องแล้วแต่ละคน ความเหมาะสม ความสมดุลของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

“ผมพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ผมไม่เคยมีอคติอะไร หน้าที่ผม  คือทำงาน ทำงาน และทำงาน  ยืนยันว่า   ไม่มีการกลั่นแกล้งใคร และขอให้บุคลากรทุกคนมุ่งเน้นที่การทำงาน และอย่าไปบอกคนอื่นให้มาบอกผมทำโน่นทำนี่ ภาษาง่าย ๆ คือวิ่ง หากมีปัญหาหรือความเดือดร้อน เช่น พ่อป่วย แม่ไม่สบาย ให้มาพูดคุยกันตรง ๆ”นายพูนพงษ์ กล่าว