“ศุภจี”โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ร่ายยาวแจงโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ แจงปมปรับตำแหน่ง “พิมพ์ชนก-อรมน” ย้ำไม่ได้เป็นการลดบทบาท แต่เป็นการวางบุคลากรให้สอดคล้องภารกิจ หลัง “พิมพ์ชนก” เตรียมลาออกหลังหมดวาระ ขณะที่ “อรมน” ปฏิเสธทาบทามไป WTO-WIPO จึงต้องจัดคนใหม่รองรับภารกิจการค้า และเจรจาระหว่างประเทศ
KEY POINTS
- นางศุภจีชี้แจงว่าการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเป็นการจัดทัพเพื่อรับมือวิกฤติเศรษฐกิจทั้งใน และต่างประเทศที่ไทยกำลังเผชิญ
- ยืนยันว่าการแต่งตั้งยึดหลักการ "วางคนที่เหมาะสมกับงาน" (Put the Right Person in the Right Job) โดยคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่สามารถเข้าทำงานได้ทันที
- การตัดสินใจไม่ได้มาจากคนเดียว แต่ผ่านการหารือร่วมกันอย่างรอบด้านกับปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน และคนใหม่ เพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อได้อย่างไร้รอยต่อ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว "ศุภจี สุธรรมพันธุ์ - Suphajee Suthumpun's" ชี้แจงการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ หลังมีเสียวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
โดยระบุว่า เหตุผลเบื้องหลังการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหลายท่านให้ความสนใจ โดยขอเริ่มจากสถานการณ์ที่ประเทศไทย และกระทรวงพาณิชย์กำลังเผชิญอยู่ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต เราต้องมองให้ชัดว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับอะไร ก่อนวางกำลังคน เราต้องมองให้ชัดก่อนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับอะไร และกระทรวงพาณิชย์จะต้องรับมือกับโจทย์ใดบ้าง
วันนี้โลกกำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์ กติกาการค้าระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจภายในประเทศก็เผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งการกระจายรายได้ที่ไม่ทั่วถึง การส่งออกที่ยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้า ตลาด และผู้ประกอบการบางกลุ่ม ตลอดจนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายเล็กที่ยังแข่งขัน และเข้าถึงโอกาสได้ยาก
อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินีการเข้ามาครอบครองกิจการหรือแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม รวมถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่ากฎระเบียบ และกลไกกำกับดูแลของภาครัฐ
ทั้งหมดนี้คือ “ศึก” ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับมือพร้อมกัน หลักคิดของการจัดทัพในครั้งนี้จึงตรงไปตรงมาคือ Put The Right Person In The Right Job วางคนที่เหมาะสมในงานที่เหมาะสม โดยดูจากผลงาน ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจได้ทันที เพราะในสถานการณ์ปกติ
นางศุภจี ระบุอีกว่า เราอาจมีเวลาสำหรับการเรียนรู้งานใหม่ แต่ในช่วงเวลานี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการ Specialists หรือผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงในแต่ละด้าน รวมถึงผู้ที่เข้าใจกลไกการทำงานภายใน และสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างไร้รอยต่อที่สุด เหมาะสมที่จะรับศึกในปัจจุบัน
โดยมีผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งการจัดทัพครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการรับฟังความเห็น และหารือร่วมกันอย่างรอบด้าน ทั้งจากปลัดกระทรวงคนปัจจุบันซึ่งมีประสบการณ์ และรู้จักศักยภาพของบุคลากรแต่ละคนเป็นอย่างดี และปลัดกระทรวงคนใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อ และต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหารชุดนี้ในระยะต่อไป เพื่อให้การแต่งตั้งตอบโจทย์การทำงานจริงๆ และเดินต่อได้ทันที
ทั้งนี้นางศุภจี ได้ชี้แจงการโยกย้ายในแต่ละคน โดยเริ่มจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
โดยดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี และได้รับการต่อวาระอีกครั้งละ 1 ปี จำนวน 2 ครั้งรวมเป็น 6 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาสูงสุดตามกรอบที่กำหนด และตามระเบียบจะต้องหมุนเวียนกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงทราบดีว่า นางพิมพ์ชนก ประสงค์จะปฏิบัติงานในต่างประเทศต่อด้วยเหตุผลด้านครอบครัว จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยผลักดันท่านเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตำแหน่ง Deputy Director General ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีขั้นตอนการคัดเลือกตามกรอบขององค์การ
กระทรวงได้สนับสนุนนางพิมพ์ชนกอย่างเต็มที่ ทั้งการหารือกับ Director General ของ WIPO และนำเรื่องเข้าขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อแสดงเจตจำนงว่าท่านได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งดังกล่าว หากได้รับการคัดเลือก ท่านจะสามารถปฏิบัติงานที่นครเจนีวาต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ผลการคัดเลือกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และวาระการดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ของท่านกำลังจะสิ้นสุดลง กระทรวงจึงต้องเตรียมการส่งต่องาน และวางแผนบุคลากรสำหรับภารกิจต่อไป และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางพิมพ์ชนกได้ยืนยันมาตลอดว่าเมื่อหมดวาระจะลาออกเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว
แม้ว่าวาระของท่านจะสิ้นสุดในเดือนก.พ. แต่การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ทั้งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และอธิบดี ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการเกษียณอายุราชการ และการส่งต่องานในภาพรวม เนื่องจากตำแหน่งต่างๆ เชื่อมโยงกัน กระทรวงจึงจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้า ทั้งผู้รับช่วงภารกิจที่เจนีวา และผู้รับผิดชอบตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานด้านการค้า และการเจรจาระหว่างประเทศของไทยดำเนินต่อเนื่อง
โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ารับหน้าที่ต่อคือ นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ซึ่งมีพื้นฐาน และประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เข้าใจทั้งกลไกของกระทรวง และเวทีการค้าระหว่างประเทศ และมีความพร้อมที่จะรับช่วงภารกิจสำคัญนี้ ในช่วงเวลาที่การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงทั้งใน และนอกกระทรวง โดยนางศุภจี ชี้แจงว่า อีกภารกิจสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งขับเคลื่อนคือ การยกระดับบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จากการเป็น Regulator ที่มุ่งเน้นการจดทะเบียน และคุ้มครองสิทธิ ไปสู่การเป็น Value Creator ที่นำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดยจะปรับการทำงานให้เป็นเชิงรุก ไม่รอให้เจ้าของผลงานหรือผู้ประกอบการเข้ามาหาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเข้าไปสนับสนุน ค้นหาศักยภาพ เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ และช่วยผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ไปสู่ตลาดจริง
ผู้ที่จะเข้ามารับภารกิจสำคัญนี้คือ นางสาวจิตติมา ศรีถาพร ซึ่งเป็นลูกหม้อเติบโตจากสายงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง จึงเข้าใจทั้งศักยภาพ ปัญหา และกลไกการทำงานของกรมอย่างลึกซึ้ง ด้วยองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ท่านจึงมีความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจ และเดินหน้างานได้ทันทีแนวคิดนี้เป็นหลักเดียวกับที่เราใช้ในการบริหารกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
โดยมอบหมายให้ผู้ที่เป็น Specialist และเติบโตจากสายงานโดยตรงเข้ามาขับเคลื่อนภารกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผลงานสำคัญได้หลายด้าน ทั้งการยกระดับการปราบปรามนอมินี การพัฒนาทักษะ Upskill-Reskill ให้ผู้ประกอบการผ่าน DBD Academy และการส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่รู้จริง เข้าใจกลไก และมีประสบการณ์ตรงเข้ามานำองค์กร ก็สามารถต่อยอดงานเดิม และขับเคลื่อนภารกิจใหม่ให้เกิดผลได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาคนปัจจุบัน คือ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ก่อนหน้านี้ได้ทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา ด้วยเห็นถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่เมื่อท่านไม่ได้ตอบรับการทาบทามดังกล่าว จึงจำเป็นต้องพิจารณาผู้ที่มีความรู้และความพร้อมเหมาะสมในลำดับต่อไป เพื่อให้ภารกิจที่เจนีวาสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการปรับตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ต้องจัดวางผู้บริหารในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงให้เหมาะสมกับภารกิจทั้งด้านต่างประเทศ และการบริหารงานภายใน
ส่วนตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ด้านการต่างประเทศ นั้น นายวิทยากร มณีเนตร มีพื้นฐานการทำงานด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเคยปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศทั้งที่ฮ่องกง และดูไบ และมีประสบการณ์บริหารกรมการค้าภายในจึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุน และประสานภารกิจด้านการต่างประเทศ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แทนท่านรองปลัดเอกฉัตร ซึ่งเกษียณอายุราชการ
ขณะที่ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ด้านบริหารงานภายใน นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ มีประสบการณ์ด้านกฎหมาย และมีส่วนช่วยดูแลงานภายในของกระทรวงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และการบริหารจัดการ จึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง เพื่อดูแลกลไกภายในให้การทำงานของทุกกรมเดินหน้าได้อย่างราบรื่น แทนท่านรองปลัดจิตติมาที่ทำงานเป็นแม่บ้านใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์
นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายในนั้นเมื่อนายวิทยากรย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายในจึงว่างลงกรมการค้าภายในเป็นหนึ่งในกรมหลักที่ต้องรับมือกับปัญหาเร่งด่วนทั้งค่าครองชีพ ราคาสินค้า สินค้าเกษตร ความเป็นธรรมทางการค้า และการดูแลผู้ประกอบการ จึงต้องการผู้บริหารที่เข้าใจกลไกการทำงานอย่างลึกซึ้ง และสามารถเข้ามาทำงานได้ทันที จึงได้เลือก นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ซึ่งเป็นลูกหม้อที่มีประสบการณ์ในกรมการค้าภายในมาอย่างยาวนาน มีความเข้าใจทั้งกลไกด้านราคา การดูแลตลาด และกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
รวมถึงมีส่วนร่วมในการผลักดันกลไกที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมทางการค้า จึงได้รับมอบหมายให้กลับมารับหน้าที่เดิมที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้กรมการค้าภายในสามารถเดินหน้ารับมือกับสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้งานใหม่ ซึ่งคือการนำผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกลับมาอยู่ในจุดที่ประเทศต้องการความเชี่ยวชาญของเขามากที่สุด
ส่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ เป็นลูกหม้อที่เติบโตมาจากสายงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศโดยตรงเช่นกัน มีประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศ และมีผลงานด้านการผลักดันสินค้าไทย จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามานำภารกิจการเปิดตลาด เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ และขยายการส่งออกในช่วงเวลาที่การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้น
ขณะที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่ออธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่างลงหลังการแต่งตั้งปลัดกระทรวงท่านใหม่ ยังคงมีภารกิจที่ต้องเดินต่ออย่างเข้มข้น ทั้งการปราบปรามนอมินี การยกระดับผู้ประกอบการ การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และการเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานอื่น นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ เป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุก มีความบุกลุย และสามารถประสานหลายหน่วยงานเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการปราบปรามนอมินี จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจสำคัญของกรมให้เดินหน้า และเกิดผลในทางปฏิบัติได้ทันที
สุดท้าย นางศุภจี ระบุว่า ที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้ตรวจราชการอาจถูกมองว่าเป็นตำแหน่งที่ใช้เพื่อลดบทบาท จนน่าเสียดายที่บางครั้งคุณค่าของคนในตำแหน่งนี้ถูกมองข้าม ทั้งที่ผู้ตรวจราชการก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในระดับ C10 และมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจการทำงานของกระทรวงอย่างรอบด้านสำหรับเรา
ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หากมีความตั้งใจ และทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของคนนั้นเอง จึงเป็นเหตุผลที่การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เราเปิดโอกาสให้ผู้ตรวจราชการถึง 4 ท่าน เข้ามารับผิดชอบตำแหน่ง และภารกิจสำคัญที่เหมาะสมกับความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแต่ละคน
“การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การมองเฉพาะตัวบุคคล แต่ต้องมองว่าประเทศกำลังเผชิญกับอะไร ใครเหมาะสมกับภารกิจใด และทีมทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชน และประเทศได้อย่างไร การตัดสินใจจัดทัพของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ จึงผ่านการรับฟังพิจารณา และหารือร่วมกันอย่างรอบคอบที่สุด โดยมีโจทย์สำคัญเพียงข้อเดียวคือ เราต้องชนะศึกทางเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้า เพื่อปกป้องโอกาสของคนไทย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้” นางศุภจี กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





