"กฟผ." กางยุทธศาสตร์ใหญ่ ยกระดับสู่ 'Ecosystem Connector' ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่ง SMR-กริดอัจฉริยะ-EV สู่ความยั่งยืน อัดงบเบื้องต้นกว่า 5 หมื่นล้านบาท อัปเกรด "ระบบส่ง-ไฮเวย์ไฟฟ้า" รับ Data Center – รุก BESS ดันพลังงานสะอาด
KEY POINTS
- กฟผ. ตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อศึกษาและพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งถูกบรรจุในร่างแผน PDP 2026 คาดว่าใช้เวลา 10 ปีจึงจะเกิดขึ้น โดยมีกำลังผลิตเบื้องต้น 300 เมกะวัตต์
- กฟผ. มีแผนขยายแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพิ่มเติมอีกประมาณ 200 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปี 2570 จากปัจจุบันที่มีติดตั้งแล้ว 37 เมกะวัตต์
- ปี 2570 จะเป็นปีของการอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center โดยปรับปรุงโครงข่ายสายส่งหลัก (Main Trunk/Highway) จาก 4 เลน เป็น 6 เลน คาดว่าจะเพิ่มความจุทั่วประเทศได้มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์
- กรอบงบลงทุนสำหรับปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าและโครงการอื่นๆ
วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดบูท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” สะท้อนบทบาทของ กฟผ. ในการเป็น “สะพานเชื่อมพลังงาน” จากปัจจุบันสู่อนาคต เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด และยั่งยืน ภายในงาน Gastech 2026 เวทีพลังงานระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2569
นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 (2569-2593) ว่า กฟผ. ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาเพื่อศึกษาและพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR โดยนำข้อมูลและผลการศึกษาเดิมจากโครงการนิวเคลียร์เมื่อ 10 ปีก่อนมาปรับใช้ ร่วมกับกระทรวงพลังงาน, สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ,สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ตามแผน PDP2026 คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 ปี สำหรับโรงไฟฟ้า SMR เพื่อรอความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Maturity) และกรอบกฎหมาย แม้ในความเป็นจริงต้องการจะเร่งให้เร็วขึ้นก็ตาม โดยขนาดกำลังการผลิตเบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 300 เมกะวัตต์ (MW)
โดย กฟผ. พยายามบริหารจัดการเงินลงทุนให้ต่ำที่สุด แม้ปัจจุบันตัวเลขอาจดูสูง แต่ในช่วงที่เริ่มลงทุนจริงราคาน่าจะปรับต่ำลงแล้ว ส่วนตัวเลขเงินลงทุนสุทธิจะสรุปอีกครั้งในภายหลัง
ด้านการดำเนินงานในส่วนของ Smart Grid นั้น กฟผ.มีการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐผ่าน 5 เสาหลัก โดย กฟผ. ได้จัดตั้ง Renewable Energy Forecast Center และ Demand Response Control Center ทำงานเชื่อมโยงกันเพื่อบริหารจัดการพลังงานทดแทนที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานมีการติดตั้งแล้วที่สถานีผลิต 16 เมกะวัตต์ และที่ชัยบาดาล 21 เมกะวัตต์ หรือโดยรวม 37 เมกะวัตต์ และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีกประมาณ 200 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปี 2570
“ปี 2570 จะเป็นปีของการอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพิ่มความจุไปแล้ว 550 เมกะวัตต์ สิ้นปีนี้น่าจะจบที่ 900 เมกะวัตต์ และปี 2570 จะมีโครงการขยายต่อ”
นายนรินทร์ กล่าวต่อไปอีกว่า ตัวเลขรวมทั่วประเทศน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ หรือสะสมรวมกว่า 2,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากเป็นการปรับปรุงโครงข่ายสายส่งหลัก (Main Trunk/Highway) จาก 4 เลน เป็น 6 เลน เพื่อให้กระแสไฟฟ้ากระจายเข้าสู่ระบบย่อยได้อย่างสมบูรณ์
จากการขยายระบบส่งและโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ดังกล่าว คาดว่าจะใช้วงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากเดิม อยู่ที่ประมาณ 40,000 – 50,000 ล้านบาท แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดตามความเหมาะสม
ภายในบูท กฟผ. นำเสนอเนื้อหาผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) Bridging Energy Security การเชื่อมต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ (Grid Modernization) และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าภูมิภาคผ่าน ASEAN Power Grid 2) Bridging Energy Transition การเชื่อมต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสมดุล ด้วยการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ อาทิ Hydrogen และ Biomass 3) Bridging Sustainable Future การเชื่อมต่ออนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการศึกษาเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ และได้รับความสนใจจากทั่วโลก นอกจากนี้ใน บูท กฟผ. ยังมีกิจกรรมและของที่ระลึกพิเศษสำหรับผู้เข้าชม ทั้งพวงกุญแจมาสคอต กฟผ. “ENGY” เครื่องดื่มคุณสายชล ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง และมาการองรสชาติผลไม้ไทย (Macaron by Amari) นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ความยั่งยืน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีส่วนร่วมหลักในการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเฉพาะทางด้านพลังงาน “Electrification Theatre” เวทีหารือด้านระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่รองรับการเติบโตของ AI และ Data Center
ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับความท้าทายและทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต โดยผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ตลอดการจัดงาน อาทิ “How electrification is reshaping Asia's strategic position” “Regional grids, cross-border trade, and Grid 2.0”
อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ คือ “Thai Local Spirit Night” เพื่อสร้างบรรยากาศการพบปะและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมงาน โดยการนำเสนออาหารว่างสไตล์ไทย เครื่องดื่มจากผู้ผลิตไทย และการแสดงดนตรีสดจาก DJYP สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ไทยแก่ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก โดยกำหนดจัดในวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ บูท กฟผ. (B80) เป็นต้นไป
กฟผ. ในฐานะเจ้าภาพร่วมในการจัดงานฯ มุ่งหวังให้งาน Gastech 2026 เป็นมากกว่างานประชุมและพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน





