"ปตท." เผยเวที Gastech 2026 ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลักโลกอีก 20-30 ปี เดินหน้าควบคู่ลดคาร์บอน พร้อมประกาศเป้าดันพอร์ต LNG แตะ 10 ล้านตันปี 2573 และ 15 ล้านตันปี 2578 ยันไทยไม่เคยขาดแคลนพลังงานแม้วิกฤตซ้อนวิกฤต
KEY POINTS
- ปตท. ตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจซื้อขาย LNG ในตลาดโลกให้เติบโตกว่า 3 เท่าตัว จากปัจจุบัน 3-4 ล้านตันต่อปี เป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในทศวรรษหน้า (ปี 2578)
- ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ซีอีโอ ปตท. ชี้ว่าก๊าซธรรมชาติและ LNG ยังคงเป็น "เชื้อเพลิงปลายทาง" (Destination Fuel) และเสาหลักความมั่นคงทางพลังงานของโลกไปอีก 20-30 ปี เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดที่สุดและราคาไม่แพงเกินไป
- สำหรับประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงภาคอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันไทยใช้ก๊าซฯ จากอ่าวไทย 50% นำเข้าจากเมียนมา 10% และนำเข้า LNG อีกกว่า 30%
- แผนการขยายธุรกิจ LNG ของ ปตท. ยึด 3 เสาหลัก คือ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน โดยเน้นการลงทุนแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ทั้งในและต่างประเทศ
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน Gastech 2026 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติ มีผู้เข้าร่วมงานหลายหมื่นคนจากบริษัทพลังงานชั้นนำ หน่วยงานรัฐ และรัฐมนตรีพลังงานจากหลายประเทศทั่วโลก
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า งานนี้สะท้อนบทบาทของประเทศไทยบนแผนที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติระดับโลก และเป็นโอกาสสำคัญที่ ปตท. จะได้แสดงศักยภาพธุรกิจของกลุ่มต่อสายตาพันธมิตรนานาชาติ
ก๊าซธรรมชาติ-LNG เสาหลักความมั่นคงพลังงานโลก
ดร.คงกระพัน กล่าวต่อว่า ก๊าซธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซฯ ที่ส่งผ่านท่อ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อพลังงานโลก โดยถูกจัดเป็น "Destination Fuel" หรือเชื้อเพลิงปลายทางที่สำคัญ เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพงจนเกินไป และเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทไฮโดรคาร์บอนที่สะอาดที่สุดเมื่อเทียบกับถ่านหินและน้ำมัน
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยประมาณ 50% นำเข้าจากเมียนมาประมาณกว่า 10% และนำเข้า LNG อีกกว่า 30% ทำให้ก๊าซธรรมชาติมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงภาคอุตสาหกรรม
"โลกยังต้องใช้ก๊าซธรรมชาติไปอีก 20-30 ปี แต่ต้องควบคู่ไปกับการลดคาร์บอน เพราะแม้ก๊าซธรรมชาติจะสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่น แต่การเผาไหม้ก็ยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อยู่ ปตท. จึงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ควบคู่ไปด้วย" ดร.คงกระพัน กล่าว
ดร.คงกระพัน กล่าวย้ำว่า ในฐานะรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศ ปตท. มีบทบาทหน้าที่หลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม โดยดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติมากว่า 40 ปี และจะผลักดันให้การใช้ก๊าซธรรมชาติในอีก 20-30 ปีข้างหน้าเป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการลดการปล่อยคาร์บอนด้วยวิธีการต่างๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ตามทิศทางนโยบายของภาครัฐ
บทบาทเวทีโลก ปตท. กระจายความเสี่ยงพลังงานสำเร็จ
ในส่วนของบทบาทในตลาดโลก ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ปตท. ดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิต (E&P) ธุรกิจเทรดดิ้ง และการลงทุนในต่างประเทศมานานหลายสิบปี ทำให้เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานโลก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ปตท. และกลุ่ม ปตท. ไม่เคยเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากมีการลงทุนแหล่งพลังงานในต่างประเทศจำนวนมาก
นอกจากนี้ ปตท. ยังมีธุรกิจเทรดดิ้งตั้งอยู่ในศูนย์กลางการค้าพลังงานสำคัญของโลก ทั้งกรุงลอนดอน สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และเมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา ทำให้สามารถจัดหาแหล่งพลังงานทดแทนได้ทันทีเมื่อแหล่งเดิมมีปัญหา ยกตัวอย่างเช่น เดิมไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางราว 70% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด แต่ปัจจุบันลดสัดส่วนเหลือเพียง 30% ช่วยกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เปิดแผนขยายธุรกิจ LNG เป้าโต 3 เท่าใน 10 ปี
สำหรับทิศทางการขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติและ LNG ดร.คงกระพัน ระบุว่า ปตท. ยึดหลัก 3 เสาหลัก คือ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน โดยปัจจุบันเน้นน้ำหนักไปที่ความมั่นคงเป็นพิเศษ ด้วยการลงทุนแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ทั้งในอ่าวไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และแหล่งก๊าซ-น้ำมันทั่วโลกที่มีต้นทุนสามารถแข่งขันได้
ธุรกิจ LNG ของ ปตท. แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่นำเข้าผ่านการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ (Regulator) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ และอีกส่วนหนึ่งคือธุรกิจซื้อขาย LNG ในตลาดโลก ซึ่งช่วยให้ ปตท. สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานได้หลากหลายมากขึ้น
ทั้งนี้ ปตท. ได้ตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอ LNG จากปัจจุบันที่มีปริมาณซื้อขายอยู่ราว 3-4 ล้านตันต่อปี (ไม่รวมส่วนที่นำเข้าเพื่อความมั่นคงของประเทศ) ให้เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านตัน ภายในปี 2573 (2030) และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2578 (2035) ซึ่งถือเป็นการเติบโตกว่า 3 เท่าตัวภายในทศวรรษหน้า
"งาน Gastech 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ มีคู่ค้าและพันธมิตรจากทั่วโลกเข้าร่วมเจรจาความร่วมมือด้านการลงทุน การแสวงหาแหล่งพลังงานร่วมกัน ตลอดจนการซื้อขาย LNG กับ ปตท. อย่างคึกคัก"
สร้างสมดุลความมั่นคงและผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
สำหรับการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน ในยุคที่โลกเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดร.คงกระพัน กล่าวอธิบายว่า ปตท. มีสถานะสองด้าน คือเป็นทั้งรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานแห่งชาติ และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องดูแลผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ปตท. ยึดบทบาทรัฐวิสาหกิจเป็นอันดับแรก โดยยืนยันว่าตลอดช่วงวิกฤตที่ผ่านมา รวมถึงช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบบางแห่งประสบปัญหา ปตท. สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนได้ทันที แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ ปตท. เป็นผู้รับภาระต้นทุนส่วนต่างเอง โดยไม่ส่งผ่านไปยังประชาชน พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาสามารถรักษาสมดุลทั้งด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศและผลประกอบการที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นควบคู่กันได้
ไทยไม่ขาดแคลนพลังงาน แม้โลกผันผวน
ดร.คงกระพัน กล่าวเกี่ยวกับความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงพลังงาน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ปตท. มีแผนฉุกเฉินที่ซักซ้อมอย่างสม่ำเสมอ และได้ลงทุนล่วงหน้าหลายแสนล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ จากเดิมที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก มาสู่การจัดหาจากภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐอเมริกาและแอฟริกาตะวันตก ผ่านศักยภาพธุรกิจเทรดดิ้งที่ลงทุนไว้ล่วงหน้า
ดร.คงกระพัน ยังกล่าวถึงสถานการณ์การปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ที่ส่งผลให้ต้องปรับเส้นทางขนส่งพลังงานใหม่ โดยระบุว่า ปตท. บริหารจัดการความยืดหยุ่นด้านโลจิสติกส์ได้อย่างต่อเนื่อง และย้ำว่าความมั่นคงด้านพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่เชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การกลั่นน้ำมันที่ให้ผลิตภัณฑ์ทั้งดีเซล เบนซิน และแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้ ปตท. ต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่สะดุด
ปตท. โชว์ศักยภาพธุรกิจ-CCS ในงาน Gastech
ดร.คงกระพัน กล่าวถึงไฮไลต์ของ ปตท. ในงาน Gastech 2026 ว่า ปตท. เข้าร่วมงานในฐานะผู้สนับสนุนหลักร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความสำคัญของประเทศไทยบนแผนที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติโลก โดย ปตท. ได้เชิญพันธมิตรและบริษัทพลังงานแห่งชาติจากทั่วโลกเข้าร่วมกิจกรรมที่บูธของบริษัท ซึ่งจัดแสดงศักยภาพธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาก๊าซธรรมชาติ การดึงดูดผู้ร่วมทุน ธุรกิจสำรวจและผลิต ไปจนถึงเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการใช้ก๊าซธรรมชาติควบคู่กับการลดคาร์บอนที่ ปตท. ให้ความสำคัญ
นอกจากมิติธุรกิจ บูธของ ปตท. ยังนำเสนอเสน่ห์ความเป็นไทย ผ่านการนำพลังงานความเย็นที่ได้จากกระบวนการนำเข้า LNG มาต่อยอดใช้ปลูกสตรอว์เบอร์รีและทิวลิปที่จังหวัดระยอง พร้อมทั้งจัดกิจกรรมด้านอาหาร โดยเชิญเชฟระดับมิชลินและมาสเตอร์เชฟชื่อดังของไทยมาร่วมงานตลอดหลายวัน เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสทั้งความรู้ด้านพลังงาน โอกาสทางธุรกิจ และรสชาติอาหารระดับโลกฝีมือคนไทยไปพร้อมกัน





