วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569

Login
Login

‘ดาต้าเซนเตอร์’จุดเริ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคต อย่าหยุดแค่‘ท่อส่งข้อมูล’ต้องลุยสู่‘AI-native’

การประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์แห่งชาติ เมื่อเร็วๆนี้ เล่าถึงการอนุมัติ และขออนุญาตการลงทุนในโครงการดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทยจาก 16 หน่วยงานพบว่ามีดาต้าเซนเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วรวม 35 โครงการ/บริษัท

โดยมี 11 โครงการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมีโครงการดาต้าเซนเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกประมาณ 49 โครงการ 

นอกจากนี้ยังมีดาต้าเซนเตอร์ที่อยู่ระหว่างการขออนุญาต และพิจารณาของหน่วยงานต่างๆ อยู่อีกกว่า 117 โครงการ รวมทั้ง 2 ส่วนเท่ากับ 166 โครงการ

 การลงทุน “ดาต้าเซนเตอร์” ในประเทศไทย กำลังสะท้อนการมาเยือนของโอกาสใหม่ๆทางเศรษฐกิจ หรือเป็นแค่เก็บค่าเช่าที่ ค่าน้ำ ค่าไฟเท่านั้น 

 ถ้าปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กินข้อมูลเป็นอาหาร การมีดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทยก็ถือว่ามีความสำคัญมากๆในห่วงโซ่อุปทาน เอไอเลยทีเดียว 

 เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ได้เผยแพร่รายงาน Asia-Pacific Digital Transformation Report 2026 ซึ่งฉายภาพสถานะดิจิทัลไทยไว้อันดับที่อยู่ในกลุ่ม “Emerging Performers” (DTI Band Grade B) ร่วมกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ 

สถานะนี้สะท้อนว่าไทยมีพื้นฐานทางดิจิทัลที่มั่นคงและกำลังขยายตัวในการใช้งาน แต่โจทย์ใหญ่ที่รายงานฉบับนี้ย้ำเตือนคือ การก้าวข้ามจากการเป็นผู้ใช้งาน ไปสู่การเป็นผู้สร้างขีดความสามารถขั้นสูง เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายแบบ “AI-native” 

 เมื่อถามว่า ไทยอยู่จุดไหนบนแผนที่ดิจิทัล? เทียบกับอาเซียน จะพบว่า ตามสถานนะดัชนีดัังกล่าวนี้ ชี้ว่า สิงคโปร์ยังคงครองตำแหน่ง “ผู้นำดิจิทัล” (Grade S) เพียงหนึ่งเดียว ทิ้งห่างไทยถึง 2 ระดับ ขณะที่กลุ่มเพื่อนบ้านกัมพูชา สปป.ลาวยังคงอยู่ในระดับผู้พัฒนาระยะเริ่มต้น (Grade C) ทำให้ไทยอยู่ในจุดกึ่งกลางที่ต้องตัดสินใจว่าจะเร่งเครื่องเพื่อยกระดับสู่ Grade A หรือจะติดกับดักการเป็นเพียงผู้รับเทคโนโลยี 

รายงานบอกอีกว่า ความท้าทายของกลุ่ม Grade B ในอาเซียน คือการเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิมที่ทำหน้าที่เป็น “ท่อส่งข้อมูล” หรือ Dumb Pipe  ไปสู่ “AI-native Network” ซึ่งไม่ใช่เพียงการติดตั้งแอปพลิเคชัน AI เพิ่มเติม แต่เป็นการ

บูรณาการ AI เข้าไปเป็นสถาปัตยกรรมหลักตั้งแต่การออกแบบระบบ ที่สามารถรับรู้ (Sense) เรียนรู้ (Learn) และดำเนินการอัตโนมัติ (Act) ได้ด้วยตัวเอง 

 ดังนั้น รายงานจึงเสนอแนะหลัก 3 ด้านสำหรับไทยคือ 1. พัฒนาคน ทั้งฝ่ายนโยบายและเทคนิค AI 2. สร้างเครือข่ายสำรองที่ทนทานต่อภัยพิบัติ,และ 3. ปรับอุตสาหกรรมสู่สถาปัตยกรรมข้อมูลแบบ cloud-native ที่พร้อมรองรับ AI 

ดาต้าเซนเตอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่แห่งอนาคต ไทยจะยอมเป็นแค่ “ฐานที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์” หรือจะก้าวขึ้นเป็น “ผู้เล่นระดับโลกในยุค AI” แรงกระแทกทางเทคโนโลยีกำลังกร่อนให้รูปแบบเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศไทยมาถูกทางแล้ว จากนี้ต้องลุยอีกสักตั้่งเพื่อออกแบบเศรษฐกิจของตัวเอง