กกพ. ดีเดย์เคาะเกณฑ์ "Data Center" สิ้นปีนี้! เล็งคุมพฤติกรรมขายไฟ-ปรับโครงสร้าง Direct PPA รับคลื่นลงทุนพลังงานโลก
KEY POINTS
- กกพ. เร่งวางมาตรการควบคุมการขายไฟฟ้าให้กับอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและใช้เวลาก่อสร้างเร็วกว่าโรงไฟฟ้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟ
- กกพ. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลวิธีการขายไฟฟ้าให้กับ Data Center เพื่อสร้างความชัดเจนและสร้างความมั่นใจว่าจะไม่กระทบภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน
- หลักเกณฑ์ใหม่จะกำหนดให้ผู้ประกอบการ Data Center ทั้งรายเก่าและรายใหม่ต้องปรับมาใช้อัตราค่าไฟฟ้าและเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมดเพื่อความเท่าเทียม โดยคาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในสิ้นปีนี้
- กกพ. อยู่ระหว่างการพิจารณาอัตราค่าบริการผ่านสาย (Wheeling Charge) สำหรับการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA โดยจะคำนึงถึงโครงสร้างค่าไฟโดยรวมเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และคาดว่าจะสรุปและประกาศใช้ได้ภายในสิ้นปีนี้เช่นกัน
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่าในงาน Gastech 2026 ว่า ทิศทางการกำกับดูแลและส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานของประเทศไทย ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระดับโลก ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ กกพ. เร่งเดินหน้าโปรโมทและกระตุ้นความเชื่อมั่นในการลงทุนของประเทศไทย โดยในเวทีพลังงานระดับนานาชาติล่าสุด มีผู้บริหารระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทชั้นนำระดับโลก ทั้งในอุตสาหกรรมแก๊สธรรมชาติ แก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) และพลังงานสะอาด เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมแสดงความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) การลงทุนที่สำคัญในขณะนี้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก (Geopolitics) ที่ทำให้ทุนพลังงานข้ามชาติ ต้องแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งไทยมีความพร้อมทั้งในแง่ของความต้องการใช้แก๊สธรรมชาติภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางกระจายพลังงานไปสู่ภูมิภาค
"ปัจจุบันมีผู้ซื้อพลังงานรายใหญ่จากหลายประเทศ อาทิ CNPC จากจีน, สถาบันและองค์กรจากญี่ปุ่น (METI) รวมถึงกลุ่มประเทศในอาเซียน ที่ให้ความสนใจเข้ามาร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การเกิดข้อตกลงและบิ๊กดีลการลงทุนแก๊สครั้งใหญ่ในประเทศไทย" นายพูลพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำเข้า LNG รายใหญ่และมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก โดยภาคธุรกิจในประเทศมีความเข้มแข็งและมีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำเข้า LNG ในอนาคตอย่างหลากหลาย ทั้ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งในยุคปัจจุบัน โลกไม่ได้มุ่งหวังการพึ่งพาแหล่งนำเข้าจากประเทศกาตาร์เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป แต่มองหาการกระจายแหล่งนำเข้าแก๊สเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมร่วมกัน
มิติของความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ในยุคนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ "ความเพียงพอ" ของปริมาณพลังงานเท่านั้น แต่คือความพร้อมสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต" (Future Readiness) ซึ่งการบริหารจัดการต้นทุนทางพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแต้มต่อและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก
สำหรับประเด็นความวิตกกังวลเกี่ยวกับสัญญานำเข้าแก๊สจากประเทศกาตาร์นั้น กาตาร์เป็นคู่สัญญาระยะยาว (Long-term Contract) ที่ดีและมีราคาที่เหมาะสม แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ทำให้แก๊สจากกาตาร์ไม่สามารถขนส่งออกมาได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยนำเข้าแก๊สจากกาตาร์คิดเป็นสัดส่วนเพียง 6% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด จึงไม่กระทบต่อความมั่นคงในภาพรวม และไทยได้เร่งกระจายความเสี่ยง (Diversify) ไปยังแหล่งอื่นเพิ่มเติม
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยอยู่ระหว่างการหารือกับกาตาร์เพื่อขอทบทวนความช่วยเหลือตามเงื่อนไขเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) โดยขอให้กาตาร์ช่วยจัดหาแก๊สจากแหล่งอื่นในราคาที่เหมาะสมมาทดแทนเที่ยวเรือ (Cargo) ที่ไม่สามารถนำเข้าได้
ส่วนการเปิดประมูลสำรวจและผลิตแก๊สธรรมชาติในแปลงใหม่ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลอันดามัน ถือเป็นการเปิดประตูรับนักลงทุนอย่างเป็นทางการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันถือเป็นยุคแห่งแก๊ส (Era of Gas) ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งแก๊สธรรมชาติจัดเป็นพลังงานที่สะอาดและมีราคาเหมาะสม
การเร่งเปิดแหล่งแก๊สในประเทศจะช่วยเพิ่มธุรกรรมและการลงทุนภายในประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคง โดยปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการใช้แก๊สจากอ่าวไทยในสัดส่วนประมาณ 50% หากสามารถค้นพบและนำแก๊สจากแหล่งใหม่ขึ้นมาเติมในระบบได้มากขึ้น จะช่วยลดภาระ (Burden) การนำเข้าแก๊สราคาแพงจากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลงและช่วยให้อัตราค่าไฟฟ้าของประชาชนถูกลงในที่สุด
ในส่วนของกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งถือเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic New Demand) ขนาดใหญ่ นั้น ต้องยอมรับว่า Data Center มีลักษณะพิเศษคือใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 1-2 ปี ขณะที่การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับต้องใช้เวลาสูงถึง 7-10 ปี ทำให้ กกพ. ในฐานะองค์กรกำกับดูแล ต้องเร่งวางมาตรการควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟ
ปัจจุบัน กกพ. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลวิธีการขายไฟฟ้าให้กับ Data Center ผ่านผู้รับอนุญาต เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือผู้ขายไฟอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า จะไม่ได้รับผลกระทบด้านภาระค่าไฟฟ้า โดย กกพ. ทำงานบูรณาการร่วมกับคณะกรรมการบอร์ด Data Center แห่งชาติ (National Data Center Board) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมประสานงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลเรื่องน้ำและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ดูแลเรื่องผังเมืองและการจัดโซนนิ่ง
สำหรับรูปแบบการจัดหาและซื้อขายไฟฟ้าของ Data Center ในปัจจุบัน มี 3 ทางเลือกหลัก ได้แก่
1. การซื้อไฟฟ้าจากระบบ Grid ทั้งไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (Brown Power) หรือไฟฟ้าพลังงานสะอาดผ่านระบบ UGT (Utility Green Tariff)
2. การซื้อไฟฟ้าผ่าน Direct PPA การจับคู่ระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อโดยตรง แล้วขอใช้บริการส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งของการไฟฟ้า โดยจ่ายค่าบริการผ่านสาย (Wheeling Charge)
3. การผลิตและใช้ไฟฟ้าเอง (Off-grid / Direct Connection) การตั้งแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดใกล้เคียงกับ Data Center และเชื่อมต่อสายตรงโดยไม่พึ่งพาระบบภายนอก
สำหรับผู้ประกอบการ Data Center รายเดิมที่เคยเข้ามาลงทุนแล้ว ซึ่งในอดีตซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ในอัตราอุตสาหกรรม ประมาณ 3 บาทกว่าต่อหน่วย นั้น ภายหลังจากที่คณะกรรมการบอร์ด Data Center แห่งชาติ และคณะอนุกรรมการภายใต้ กบง. ซึ่งมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำงานตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 15 ก.ค. สรุปหลักเกณฑ์ชัดเจนแล้ว ทั้งผู้ประกอบการรายเก่าและรายใหม่จะต้องปรับมาใช้อัตราค่าไฟฟ้า (Rate) และเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเสนอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จและประกาศใช้ภายในปีนี้อย่างแน่นอน
ความคืบหน้าในการกำหนดอัตราค่าบริการผ่านสาย (Wheeling Charge) สำหรับการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA นั้น ขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมอย่างรอบคอบ โดยต้องนำปัจจัยเรื่องอัตราค่าไฟฟ้าสาธารณะ และโครงสร้างค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟรายย่อยที่ไม่เกิน 200 หน่วย ราคาไม่เกิน 3 บาท มาเข้าสู่น้ำหนักการคำนวณ รวมถึงเปรียบเทียบกับอัตราค่าไฟประเภทใหม่ (ประเภท 9 และประเภท 10) เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำหรือลักลั่นกัน โดยคาดว่าจะสรุปผลและประกาศใช้อัตรา Wheeling Charge ได้ไม่เกินสิ้นปีนี้เช่นเดียวกัน





