วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'เอกนิติ' งัดมาตรา 28 คุมเข้ม 'ไร่ละพัน' ย้ำลดแจกเงิน - เน้นประสิทธิภาพ

‘เอกนิติ’ ย้ำมาตรา 28 คุมเข้ม ใช้เงินนอกงบประมาณจ่าย “ไร่ละพัน” ผ่านสถาบันการเงินรัฐ ต้องเน้นเพิ่มศักยภาพเกษตรกรแทนการแจกเงินแบบเดิม และโยกเงินกู้ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท มาใช้แทนไม่ได้ เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ ด้าน “ธ.ก.ส.” ยันสภาพคล่องมีพอจ่าย รอประเมินความเสี่ยงอีกครั้งหลังผ่าน ครม. “สศค.” เร่งเดินหน้าเชื่อมโยงระบบ Data Lake มุ่งเป้าช่วยเกษตรกรตรงจุดมากขึ้น

ท่ามกลางพื้นที่ทางการคลังที่มีข้อจำกัดมากขึ้น กระทรวงการคลังได้หันมาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ และวินัยทางการคลัง ซึ่งช่องทางหนึ่งคือ การกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 28 ภายใต้พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี  

ข้อมูล ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 ระบุว่า รัฐบาลมีภาระหนี้มาตรา 28 ค้างจ่ายสถาบันการเงินของรัฐทั้งหมดสูงถึง 1,133,751 ล้านบาท หรือคิดเป็น 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2568 และเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แบกรับภาระหนี้มาตรา 28 อยู่รายเดียวถึง 826,862 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 78% ของหนี้มาตรา 28 ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2569 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้ตอบรับข้อเสนอสมาคมชาวนา และเกษตรกรไทย ในการพิจารณาโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการ และพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในปีการผลิต 2569/2570 หรือโครงการ “ไร่ละพัน”

โดยได้มอบหมายคณะอนุกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต หรืออนุกรรมการฯ ซึ่งมีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน รับไปพิจารณาในรายละเอียด ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะใช้วงเงินผ่านช่องทางมาตรา 28 สูงถึง 40,000 - 50,000 ล้านบาทต่อปีการผลิต

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ และยังไม่ได้มีการนัดหารือร่วมกันแต่อย่างใด โดยกระทรวงการคลังรับทราบถึงข้อกังวลของหลายฝ่าย และขอยืนยันว่ากระทรวงการคลังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางการคลัง รวมถึงการติดตามการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณอย่างใกล้ชิด

สำหรับการใช้เงินผ่านมาตรา 28 นั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตั้งแต่รัฐบาลปี 2566 ซึ่งตนได้นำมาเน้นย้ำในที่ประชุม ครม. ในรัฐบาลปัจจุบันอีกครั้งว่า วัตถุประสงค์ของโครงการจะต้องเป็นไปเพื่อฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ, เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ, หรือเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจะไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อแจกจ่ายเงินอย่างไร้ประสิทธิภาพ

“ถ้าจะใช้สถาบันการเงินของรัฐมาแจกเงินก็คงจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ แต่ถ้าเอามาช่วยหรือเพิ่มประสิทธิภาพ อันนี้ทำได้ ซึ่งต้องไปดูในรายละเอียด ร่วมกับความเห็นของส่วนราชการต่าง ๆ … หากรัฐบาลต้องการจะดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในอนาคต จะต้องไม่ใช่วิธีการแจกเงินแบบเดิม แต่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการเพิ่มศักยภาพให้แก่เกษตรกรแทน เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ มติ ครม. เรื่องวินัยการคลังมีแนวทางกำหนดไว้ชัดเจน เพื่อให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย สอดคล้องพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ซึ่งระบุว่า ทุกโครงการที่จะใช้เงินนอกงบประมาณตามมาตรา 28 จะต้องมีการกำกับดูแล และจัดทำประมาณการต้นทุนการเงินที่รัฐจะต้องแบกรับสำหรับกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการนั้น ๆ อย่างละเอียด

โดย ครม. จะต้องนำข้อเสนอเหล่านั้นมาพิจารณา เพื่อประเมินถึงภาระทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต รวมถึงผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับแนวทางการบริหารจัดการภาระทางการคลัง

“ถ้ายังจำกันได้ ตั้งแต่ผมเข้ารับตำแหน่งวันแรกเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณ ผมได้นำเงินไปชำระหนี้คืน ธ.ก.ส. ก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และเป็นการเริ่มต้นสร้างบรรทัดฐานในเรื่องวินัยทางการคลัง”

นอกจากนี้ ต่อข้อซักถามที่ว่า เพื่อดูแลกรอบอัตราชดเชยค่าใช้จ่ายไม่ให้เกิน 32% ของงบประมาณประจำปี จะสามารถโยกเงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท มาสนับสนุนโครงการช่วยเหลือเกษตรกรในส่วนนี้แทนมาตรา 28 ได้หรือไม่ นายเอกนิติมองว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ในการกู้เงินตามกฎหมายอย่างชัดเจน

“วันนี้ผมพูดตรง ๆ ว่า เราต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า สำหรับ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้าน เรามีวัตถุประสงค์ชัดเจน ในการเยียวยากระทบวิกฤตพลังงาน แล้วก็ใช้ในการเปลี่ยนผ่าน”

ธ.ก.ส. บริหารเสี่ยง สำรองจ่าย ‘ไร่ละพัน’

ด้านนายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวว่า เรื่องการสำรองเงินจ่ายล่วงหน้าและบริหารสภาพคล่องของธนาคาร เพื่อรองรับโครงการ“ไร่ละพัน” ซึ่งเบื้องต้นหลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ที่ราว 40,000 - 50,000 ล้านบาทนั้น ธ.ก.ส. ยืนยันว่าธนาคารมีสภาพคล่องไว้ดูแลเกษตรกรกลุ่มนี้อยู่แล้ว ซึ่งอยู่ภายใต้แผนงานบริหารความเสี่ยงของธนาคาร

อย่างไรก็ดี หลังจากวันที่ ครม. มีมติอนุมัติ คณะกรรมการธนาคารฯ หรือ บอร์ด ธ.ก.ส. จะต้องทำการประเมินสถานการณ์สภาพคล่อง ณ จุดที่ต้องใช้เงินอีกครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ควบคุมความเสี่ยงของธนาคาร เนื่องจากสภาพคล่องของธนาคารโดยทั่วไปแล้วมีลักษณะไหลเข้าออกหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา

“ธ.ก.ส. มีกรอบในการทำงานอยู่แล้ว ทั้งจากการกำหนดวงเงินภาครัฐซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรา 28 และในส่วนที่ ธ.ก.ส. ดูแลความเสี่ยงเองด้วย ว่าจะต้องไม่เกินเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อโครงการได้รับการเห็นชอบจาก ครม. แล้ว คณะกรรมการฯ ก็ต้องมาดูว่าสภาพคล่อง ณ จุดนั้นที่จะใช้เงิน ธ.ก.ส. อีกครั้ง ว่ายังอยู่ในเกณฑ์หรือกรอบความเสี่ยงที่ ธ.ก.ส. ดูอยู่หรือไม่”

สศค. ดัน ‘Data Lake’ เชื่อมโยงทะเบียนเกษตรกร

นายสิทธิรัตน์ ดรงคมาศ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Lake ของกระทรวงการคลัง ปัจจุบันมีแนวทางในการเดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยงานไม่เพียงแต่หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการคลังเท่านั้น

ทั้งนี้ ได้มีการเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงและหน่วยงานภายนอก เช่น ข้อมูลกรมการปกครอง และระบบทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตร เพื่อรองรับการดำเนินนโยบาย และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในอนาคต ซึ่งจะเน้นนโยบายแบบพุ่งเป้ามากยิ่งขึ้น

นายสิทธิรัตน์ กล่าวด้วยว่า การมีฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างสมบูรณ์ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบ วิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อมูลได้อย่างแม่นยำ และรับประกันว่าความช่วยเหลือจากมาตรการต่างๆ ของรัฐจะส่งตรงถึงมือประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

 

 

 


พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์