‘เอกนิติ’ ย้ำมาตรา 28 คุมเข้ม ใช้เงินนอกงบประมาณจ่าย “ไร่ละพัน” ผ่านสถาบันการเงินรัฐต้องเน้นเพิ่มศักยภาพเกษตรกรแทนการแจกเงินแบบเดิม และโยกเงินกู้ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทมาใช้แทนไม่ได้ เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ ด้าน “ธ.ก.ส.” ยันสภาพคล่องมีพอจ่าย รอประเมินความเสี่ยงอีกครั้งหลังผ่าน ครม. “สศค.” เร่งเดินหน้าเชื่อมโยงระบบ Data Lake มุ่งเป้าช่วยเกษตรกรตรงจุดมากขึ้น
ท่ามกลางพื้นที่ทางการคลังที่มีข้อจำกัดมากขึ้น กระทรวงการคลังได้หันมาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและวินัยทางการคลัง ซึ่งช่องทางหนึ่งคือการกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 28 ภายใต้พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ข้อมูล ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 ระบุว่า รัฐบาลมีภาระหนี้มาตรา 28 ค้างจ่ายสถาบันการเงินของรัฐทั้งหมดสูงถึง 1,133,751 ล้านบาท หรือคิดเป็น 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2568 และเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แบกรับภาระหนี้มาตรา 28 อยู่รายเดียวถึง 826,862 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 78% ของหนี้มาตรา 28 ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้ตอบรับข้อเสนอสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยฯ ในการพิจารณาโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในปีการผลิต 2569/2570 หรือโครงการ “ไร่ละพัน”
โดยได้มอบหมายคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต หรือ อนุกรรมการฯ ซึ่งมีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน รับไปพิจารณาในรายละเอียด ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะใช้วงเงินผ่านช่องทางมาตรา 28 สูงถึง 40,000 - 50,000 ล้านบาทต่อปีการผลิต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ และยังไม่ได้มีการนัดหารือร่วมกันแต่อย่างใด โดยกระทรวงการคลังรับทราบถึงข้อกังวลของหลายฝ่าย และขอยืนยันว่ากระทรวงการคลังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางการคลัง รวมถึงการติดตามการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณอย่างใกล้ชิด
สำหรับการใช้เงินผ่านมาตรา 28 นั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตั้งแต่รัฐบาลปี 2566 ซึ่งตนได้นำมาเน้นย้ำในที่ประชุม ครม. ในรัฐบาลปัจจุบันอีกครั้งว่า วัตถุประสงค์ของโครงการจะต้องเป็นไปเพื่อฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ, เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ, หรือเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจะไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อแจกจ่ายเงินอย่างไร้ประสิทธิภาพ
“ถ้าจะใช้สถาบันการเงินของรัฐมาแจกเงินก็คงจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ แต่ถ้าเอามาช่วยหรือเพิ่มประสิทธิภาพ อันนี้ทำได้ ซึ่งต้องไปดูในรายละเอียด ร่วมกับความเห็นของส่วนราชการต่าง ๆ … หากรัฐบาลต้องการจะดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในอนาคต จะต้องไม่ใช่วิธีการแจกเงินแบบเดิม แต่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการเพิ่มศักยภาพให้แก่เกษตรกรแทน เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ มติ ครม. เรื่องวินัยการคลังมีแนวทางกำหนดไว้ชัดเจน เพื่อให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย สอดคล้องพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งระบุว่า ทุกโครงการที่จะใช้เงินนอกงบประมาณตามมาตรา 28 จะต้องมีการกำกับดูแล และจัดทำประมาณการต้นทุนการเงินที่รัฐจะต้องแบกรับสำหรับกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการนั้น ๆ อย่างละเอียด
โดย ครม. จะต้องนำข้อเสนอเหล่านั้นมาพิจารณา เพื่อประเมินถึงภาระทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต รวมถึงผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับแนวทางการบริหารจัดการภาระทางการคลัง
“ถ้ายังจำกันได้ ตั้งแต่ผมเข้ารับตำแหน่งวันแรกเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณ ผมได้นำเงินไปชำระหนี้คืน ธกส. ก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และเป็นการเริ่มต้นสร้างบรรทัดฐานในเรื่องวินัยทางการคลัง”
นอกจากนี้ ต่อข้อซักถามที่ว่า เพื่อดูแลกรอบอัตราชดเชยค่าใช้จ่ายไม่ให้เกิน 32% ของงบประมาณประจำปี จะสามารถโยกเงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท มาสนับสนุนโครงการช่วยเหลือเกษตรกรในส่วนนี้แทนมาตรา 28 ได้หรือไม่ นายเอกนิติมองว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ในการกู้เงินตามกฎหมายอย่างชัดเจน
“วันนี้ผมพูดตรง ๆ ว่า เราต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า สำหรับ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้าน เรามีวัตถุประสงค์ของชัดเจน ในการเยียวยากระทบวิกฤตพลังงาน แล้วก็ใช้ในการเปลี่ยนผ่าน”
ธ.ก.ส. บริหารเสี่ยง สำรองจ่าย ‘ไร่ละพัน’
ด้านนายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวว่า เรื่องการสำรองเงินจ่ายล่วงหน้าและบริหารสภาพคล่องของธนาคาร เพื่อรองรับโครงการ“ไร่ละพัน” ซึ่งเบื้องต้นหลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ที่ราว 40,000 - 50,000 ล้านบาทนั้น ธ.ก.ส. ยืนยันว่าธนาคารมีสภาพคล่องไว้ดูแลเกษตรกรกลุ่มนี้อยู่แล้ว ซึ่งอยู่ภายใต้แผนงานบริหารความเสี่ยงของธนาคาร
อย่างไรก็ดี หลังจากวันที่ ครม. มีมติอนุมัติ คณะกรรมการธนาคารฯ หรือ บอร์ด ธ.ก.ส. จะต้องทำการประเมินสถานการณ์สภาพคล่อง ณ จุดที่ต้องใช้เงินอีกครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ควบคุมความเสี่ยงของธนาคาร เนื่องจากสภาพคล่องของธนาคารโดยทั่วไปแล้วมีลักษณะไหลเข้าออกหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา
“ธ.ก.ส. มีกรอบในการทำงานอยู่แล้ว ทั้งจากการกำหนดวงเงินภาครัฐซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรา 28 และในส่วนที่ ธ.ก.ส. ดูแลความเสี่ยงเองด้วย ว่าจะต้องไม่เกินเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อโครงการได้รับการเห็นชอบจาก ครม. แล้ว คณะกรรมการฯ ก็ต้องมาดูว่าสภาพคล่อง ณ จุดนั้นที่จะใช้เงิน ธ.ก.ส. อีกครั้ง ว่ายังอยู่ในเกณฑ์หรือกรอบความเสี่ยงที่ ธ.ก.ส. ดูอยู่หรือไม่”
สศค. ดัน ‘Data Lake’ เชื่อมโยงทะเบียนเกษตรกร
นายสิทธิรัตน์ ดรงคมาศ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Lake ของกระทรวงการคลัง ปัจจุบันมีแนวทางในการเดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยงานไม่เพียงแต่หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการคลังเท่านั้น
ทั้งนี้ ได้มีการเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงและหน่วยงานภายนอก เช่น ข้อมูลกรมการปกครอง และระบบทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตร เพื่อรองรับการดำเนินนโยบายและมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในอนาคต ซึ่งจะเน้นนโยบายแบบพุ่งเป้ามากยิ่งขึ้น
นายสิทธิรัตน์ กล่าวด้วยว่า การมีฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างสมบูรณ์ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบ วิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อมูลได้อย่างแม่นยำ และรับประกันว่าความช่วยเหลือจากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐจะส่งตรงถึงมือประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก





