การประเมินของทริสเรทติ้งในเดือนมิ.ย.ภายใต้รายงาน “Country in Focus ประเทศไทย: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกดดันการเติบโต”
โดยทริสเรทติ้งปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2569 เป็น 2.0% จาก 1.8% และคาดว่าการเติบโตจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2570 เป็นผลจาก การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าคาดและการส่งออกสินค้าที่ยังคงแข็งแกร่งเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อุปสงค์โลกที่ชะลอตัว และความผันผวนของราคาน้ำมันยังคงเป็นความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญ
ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2569-2570 จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การขยายตัวยังคงมีลักษณะ
“ไม่ทั่วถึง” โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบอัตโนมัติ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ สวนทางกับการบริโภคภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อที่เปราะบาง
FDI หนุนการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่
การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โดยข้อมูลคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีสัดส่วนสูงถึง 93% ของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด
เงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบอัตโนมัติ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร และวัตถุดิบอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยบรรเทาต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงได้บางส่วนก็ตาม
หนี้ครัวเรือนสูงฉุดการบริโภค
จุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ที่ภาคครัวเรือน โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 87% ในปี 2568 นับเป็นระดับสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ภาระหนี้ดังกล่าวจำกัดความสามารถในการใช้จ่ายและทำให้การฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนเป็นไปอย่างเชื่องช้า
แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีการเบิกจ่ายแล้ว 1.236 แสนล้านบาท ณ เดือนสิงหาคม 2569 แต่มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยพยุงกำลังซื้อได้เพียงในระยะสั้น ขณะที่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนยังขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน รายได้ และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ
ท่องเที่ยวทยอยฟื้น ดอกเบี้ยทรงตัว
ภาคการท่องเที่ยวยังเป็นอีกแรงสนับสนุนของเศรษฐกิจ โดยคาดว่าปี 2569 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 32.4 ล้านคน ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 34.3 ล้านคนในปี 2570 การฟื้นตัวดังกล่าวจะช่วยสร้างรายได้ให้ภาคบริการ แต่ยังต้องติดตามกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวและการแข่งขันจากประเทศปลายทางอื่นในภูมิภาค
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทริสเรทติ้งคาดว่าจะอยู่ที่ 1.00% ณ สิ้นปี 2569 และทรงตัวในระดับเดียวกันจนถึงสิ้นปี 2570 สะท้อนข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและภาระหนี้ของภาคครัวเรือน
ด้านอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 2.4% ในปี 2569 ก่อนชะลอลงเหลือ 1.0% ในปี 2570 สอดคล้องกับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ลดลงจาก 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 เหลือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2570
เศรษฐกิจโตต่ำท่ามกลางความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงสองปีข้างหน้าจึงยังเป็นการขยายตัวในระดับต่ำ โดยมีการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออก และการท่องเที่ยวเป็นแรงประคองหลัก ขณะที่ภาคครัวเรือนยังเผชิญข้อจำกัดจากหนี้สินและกำลังซื้อที่อ่อนแอ
โจทย์สำคัญของภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่รวมถึงการเร่งถ่ายทอดประโยชน์จากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ไปสู่การจ้างงาน รายได้ และผู้ประกอบการในประเทศ ตลอดจนแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจกระจายตัวในวงกว้างมากขึ้น





