‘ทีดีอาร์ไอ’ หนุน PDP สู่ระบบไฟฟ้าสีเขียว ชู "ฉากทัศน์ที่ 4" สร้างสมดุลความมั่นคง-พลังงานสะอาด เตือนจับตาต้นทุนแฝง "ภูเขาน้ำแข็ง" ค่าไฟฟ้า
KEY POINTS
- ทีดีอาร์ไอแสดงความกังวลต่อ "ต้นทุนภูเขาน้ำแข็ง" ที่ซ่อนอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งอาจทำให้ค่าไฟฟ้าจริงสูงกว่าที่ประเมินไว้
- ต้นทุนแฝงที่น่ากังวลประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน (Integration Cost) และต้นทุนเทคโนโลยีใหม่ เช่น การดักจับคาร์บอน (CCS) ที่อาจประเมินไว้ต่ำเกินไป
- มีการเตือนว่าค่าไฟฟ้าที่ประเมินไว้ที่ 3.83-3.89 บาทต่อหน่วยอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง และค่าไฟจริงอาจพุ่งสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงท้ายของแผน PDP
วันนี้ (9 ก.ย.) ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานเสวนา The Big Issue PDP 2026 Energy Green Power จัดโดยฐานเศรษฐกิจ และโพสต์ทูเดย์ ว่าปัจจุบันระบบไฟฟ้าของประเทศไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่สำคัญบีบให้ต้องเปลี่ยนผ่านจากระบบผูกขาดรวมศูนย์ไปสู่ระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์หรือ "Partial Distribution" ที่เน้นความยืดหยุ่นและเป็นโครงข่ายสีเขียวมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทเป็น Active Consumer ที่สามารถผลิตและแลกเปลี่ยนไฟฟ้าได้เอง
ดร.อารีพร ระบุว่า จากการศึกษาสถานการณ์ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ มีมุมมองว่าฉากทัศน์ที่ 4 ซึ่งเป็นแผนแบบไฮบริด ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด เนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างกรณีที่ 2 และ 3 โดยมีรายละเอียดสำคัญคือ
1.การเร่งพลังงานสะอาด โดยขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ขึ้นเป็นประมาณ 73% เพื่อตอบโจทย์กลุ่มอุตสาหกรรมและ Data Center ที่ต้องการไฟฟ้าสีเขียวในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ทั้งนี้การเร่งสัดส่วนพลังงานสะอาดให้ถึง 40-50% ภายในปี 2030-2037 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน และรักษามูลค่าการส่งออกของไทยท่ามกลางมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอนจากทั่วโลก
2.เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ โดยควรมีการดำเนินการควบคู่กับการนำเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) มาใช้กับโรงไฟฟ้าฐานบางส่วน เพื่อรักษาความเสถียรของระบบ
3.ความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง โดยฉากทัศน์นี้จะช่วยรักษาระดับการใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณก๊าซในอ่าวที่มีอยู่ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG จากต่างประเทศที่มีความผันผวนสูงและเสี่ยงต่อปัญหาภูมิรัฐศาสตร์มากเกินไป
ดร.อารีพร กล่าวว่าจากแบบจำลองประเมินว่าจะมีค่าไฟฟ้าขายปลีกเฉลี่ยที่ 3.8364 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับฉากทัศน์ที่ต้นทุนต่ำที่สุด แต่มีความผันผวนน้อยกว่าและบริหารจัดการสินทรัพย์เดิมได้ดีกว่า
นอกจากนี้ แผน PDP ใหม่ยังได้ปรับปรุงเกณฑ์ความมั่นคงไฟฟ้ามาเป็นเกณฑ์ “LOLE (Loss of Load Expectation) ซึ่งกำหนดให้โอกาสเกิดไฟฟ้าดับต้องไม่เกิน 1 วันต่อปี พร้อมทั้งปรับการบริหารจัดการไฟฟ้าออกเป็น 7 ภูมิภาค เพื่อให้การควบคุมโหลดไฟฟ้าในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง EEC มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วว
อย่างไรก็ตาม ดร.อารีพร ได้แสดงความกังวลถึง ”ต้นทุนภูเขาน้ำแข็ง" ที่อาจซ่อนอยู่ใต้การประเมินราคาค่าไฟฟ้าโดยเตือนว่าราคาจริงอาจสูงกว่าที่มีการศึกษาเบื้องต้นนี้จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องต้นทุนการปรับปรุงระบบ (Integration Cost) เพื่อรองรับ RE ที่อาจประเมินต่ำไป รวมถึงต้นทุนของเทคโนโลยีใหม่อย่าง CCS และโรงไฟฟ้าปรมาณูขนาดเล็ก (SMR) ที่อาจสูงกว่าคาดการณ์ในอนาคต
"ราคาค่าไฟฟ้า 3.83-3.89 บาทต่อหน่วยที่เห็น อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่เราต้องระวัง ภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ ทั้งต้นทุนการปรับปรุงระบบ (Integration Cost) และต้นทุนเทคโนโลยีใหม่ที่อาจทำให้ค่าไฟสูงกว่าการประเมินได้โดยเฉพาะช่วงท้ายๆแผน PDP" ดร.อารีพร กล่าว





