วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

ผอ.สนพ.กางร่างแผน PDP 2026 ตอบโจทย์ลดคาร์บอน ดึงเทคโนโลยีผลิตไฟ คาดค่าไฟเฉลี่ยทั้งแผนไม่เกิน 4 บาท

สนพ. กางร่างแผน PDP 2026 ยันพร้อมประกาศใช้ปีนี้ ย้ำช่วงเปลี่ยนผ่าน 12 ปีแรกยังใช้ก๊าซฯ ก่อนถึงทางแยกสู่ Net Zero คาดค่าไฟเฉลี่ยไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย

KEY POINTS

  • ร่างแผน PDP 2026 (พ.ศ. 2569-2580) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคไฟฟ้าลง 70% ภายในปี 2580 เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
  • มีการนำเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าใหม่ๆ เข้ามาพิจารณาในแผน เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
  • สนพ. คาดการณ์ว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนจะอยู่ที่ประมาณ 3.88 บาทต่อหน่วย และจะไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย (ยังไม่รวมภาษีคาร์บอน)
  • ในช่วง 12 ปีแรกจะยังใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางในอนาคตจาก 4 กรณีศึกษาที่เน้นสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและ CCS ต่างกัน

วันนี้ (9ก.ย.) นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวในงานเสวนา The Big Issue PDP 2026 Energy Green Power จัดโดยฐานเศรษฐกิจ และโพสต์ทูเดย์ ว่าร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 – 2580 (PDP 2026) ว่า แผนฉบับนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ของประเทศ โดยในช่วง 12 ปีแรก คือตั้งแต่เริ่มต้นใช้แผนจนถึงปี พ.ศ. 2580 ประเทศไทยจะยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า แต่หลังจากนั้นจะเป็นจุดตัดสินใจสำคัญว่าประเทศไทยจะเลือกใช้เทคโนโลยีใดเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน 

นายวัฒนพงษ์ ระบุว่าการจัดทำแผน PDP 2026 อยู่ภายใต้แรงกดดันจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความต้องการพลังงานสะอาดจากภาคเอกชนและแรงกดดันระดับโลก, ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น, สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีแบตเตอรี่, การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่นำโดย AI และ Data Center รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผันตัวมาเป็นผู้ผลิตเอง (Prosumer) และการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลให้ภาครัฐต้องเตรียมระบบไฟฟ้าสำรองให้มีความมั่นคงสูงขึ้น 

ผอ.สนพ.กางร่างแผน PDP 2026 ตอบโจทย์ลดคาร์บอน ดึงเทคโนโลยีผลิตไฟ คาดค่าไฟเฉลี่ยทั้งแผนไม่เกิน 4 บาท

ทั้งนี้หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญ (Constraint) ของแผนฉบับนี้คือการลดการปล่อยก๊าซ CO2 ในภาคไฟฟ้าอย่างเข้มข้น จากปัจจุบันที่ประมาณ 120 ล้านตัน ให้เหลือเพียง 19 ล้านตัน หรือลดลงร้อยละ 70 ภายในปี พ.ศ. 2580 เพื่อตอบโจทย์ Net Zero ของประเทศ 

โดยแผนได้เสนอทางเลือกหลังช่วงเปลี่ยนผ่านไว้ 4 กรณี (Scenarios) เพื่อรอการตัดสินใจ ได้แก่ 

กรณีที่ 1 (Base Case) เน้นลด CO2 เหลือ 66 ล้านตัน มีสัดส่วนพลังงานสะอาดร้อยละ 65

กรณีที่ 2 (CCS Focus) เน้นการใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ร่วมกับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งใช้เงินลงทุนต่ำกว่าที่ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท 

กรณีที่ 3 (High RE Focus) เป็นการเน้นพลังงานหมุนเวียน (RE) สูงถึงร้อยละ 89 แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงที่สุดถึง 7 แสนล้านบาท ในด้านระบบกักเก็บพลังงาน 

กรณีที่ 4 (Hybrid Case) ทางสายกลางที่ผสมผสานระหว่าง RE และ CCS 

ผอ.สนพ.กล่าวว่าในส่วนของค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผน คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.88 บาทต่อหน่วย และไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วยซึ่งยังไม่รวมปัจจัยจากภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

ทั้งนี้แผน PDP 2026 ยังมีการบรรจุเทคโนโลยีใหม่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ขนาด 300 เมกะวัตต์ โดยมอบหมายให้ กฟผ. เป็นผู้ดำเนินการนำร่องทดสอบเทคโนโลยี 

นอกจากนี้ ยังเน้นการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ผ่านโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant - VPP) และมาตรการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) จำนวน 2,800 เมกะวัตต์ เพื่อดึงภาคประชาชนและธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความสมดุลของระบบ 

นายวัฒนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงทิศทางการเปิดเสรีว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และการเปิดให้บุคคลที่สามเข้าใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access - TPA) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสะอาด พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดธุรกิจใหม่ "CCS as a Service" เพื่อใช้ศักยภาพในอ่าวไทยในการกักเก็บคาร์บอนในเชิงพาณิชย์ 

โดย แผน PDP 2026 จะเป็นแผนที่ยืดหยุ่น (Rolling Plan) ที่สามารถทบทวนและปรับเปลี่ยนได้ตามต้นทุนเทคโนโลยีและสถานการณ์ตลาดพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่าจะมีการประกาศใช้ภายในปีนี้