วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

“อุตตม” ชี้วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว โอกาสทองครั้งใหญ่พัฒนา EEC แนะยกระดับ 4 ด้าน WHA หนุนชูจุดแข็งทำเลไร้ภัยพิบัติ มั่นใจโครงข่ายไฟแกร่งรับ Data Center ส.อ.ท.ย้ำค่าย EV ยักษ์ปักหมุดลงทุนซัพพลายเชน 1.4 แสนล้านบาท สกพอ.เร่งสร้างจุดแข็งสู่การลงทุนจริง “UTA” ตั้งเป้าดัน “อู่ตะเภา” เป็น Magnet ดึงดูดการเดินทาง

KEY POINTS

  • นายอุตตม สาวนายน ชี้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแตกขั้วทางเศรษฐกิจโลก ถือเป็น "โอกาสทอง" ของไทยในการดึงดูดทุนต่างชาติที่ต้องการกระจายความเสี่ยง โดยมี EEC เป็นพื้นที่รองรับการลงทุนสำคัญเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่เสี่ยงเติบโตต่ำ
  • การจะคว้าโอกาสนี้ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อม 4 ด้านหลักของประเทศ ได้แก่ การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, การแก้กฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน และการให้สิทธิประโยชน์ที่จูงใจ
  • สกพอ. ยืนยัน EEC เดินหน้าต่อเนื่องและเศรษฐกิจเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ยอมรับว่าเมกะโปรเจกต์สำคัญ เช่น สนามบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงล่าช้ากว่าแผน ซึ่งกำลังเร่งรัดให้กลับมาเดินหน้าเพื่อกระตุ้นการลงทุน
  • ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เดิม (น้ำดิบ, ผังเมือง) ก่อนขยายพื้นที่, วางตำแหน่ง (Positioning) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่อย่างชัดเจน และผ่อนปรนเงื่อนไขเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
  • EEC เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ดึงดูดการลงทุนจากแบรนด์ใหญ่ของโลกได้ แต่ยังมีความกังวลว่าความพร้อมของภาครัฐยังล่าช้าและไม่เพียงพอต่อการเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน

เครือเนชั่น” และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จัดเสวนาหัวข้อ “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป” โดยมีตัวแทนภาครัฐและเอกชน ร่วมระดมความคิดในการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เดินหน้าต่อเนื่อง

ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก ซึ่งมีความน่ากังวลสอดคล้องคาดการณ์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปี 2569 ที่ระบุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยอาจอยู่กลุ่มรั้งท้ายอาเซียน

ทั้งนี้ เมื่อโลกเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ดั้งเดิมสู่การแตกขั้วทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภาวะชะงักงัน เช่น สงครามตะวันออกกลาง 

สำหรับสถานการณ์นี้เป็นโอกาสทองของไทย เนื่องจากกลุ่มทุนต่างชาติมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบด้านเอกลักษณ์ภูมิศาสตร์และทรัพยากรหลากหลายจึงมองว่าเป็นโอกาสในการรับรองการลงทุนของ EEC เช่นกัน

ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

นอกจากนี้ โอกาสของไทยจะเกิดขึ้นได้ขึ้นกับความพร้อมของประเทศ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง 

2.การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางกายภาพและระบบการสื่อสารดิจิทัลให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน 3.การแก้ปัญหาเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ ที่ต้องเอื้ออำนวยและยืดหยุ่นพอ และ 4.สิทธิประโยชน์การลงทุน ที่เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติ

ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

สกพอ.เร่งลงทุนจริงในพื้นที่ 

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า EEC เดินหน้ามา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งปี 2561 ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและปี 2567 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GDP) ของ 3 จังหวัดใน EEC สูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท ซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมเป็นเสาหลักในสัดส่วน 66% ตามด้วยภาคบริการ 31% และภาคเกษตรกรรม 2.6%

อีกทั้งตัวเลขเหล่านี้ยังชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจ EEC มีอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แม้ช่วงวิกฤติโควิด-19 ปี 2563 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ 7.1% แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง EEC ฟื้นตัวได้เร็วและเป็นกลไกหลักดึงเศรษฐกิจประเทศให้ฟื้นตัว

สำหรับประเด็นการลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐานเมกะโปรเจกต์ ปัจจุบันโครงการท่าเรือ 2 แห่งได้เดินหน้าก่อสร้างส่วนของภาครัฐแล้ว และอยู่ในขั้นที่เอกชนกำลังดำเนินงาน ขณะที่โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ยอมรับว่าล่าช้ากว่าแผนประมาณ 2-3 ปี โดยภาครัฐได้ลงทุนส่วนของทางวิ่ง (รันเวย์) ขณะที่ภาคเอกชนปัจจุบันกำลังจะเริ่มดำเนินการ

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) สกพอ. กำลังเร่งรัดกระบวนการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อให้โครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้กลับมาเดินหน้าได้ตามแผน ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งหากนับเฉพาะเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 โครงการ รวม 2.4 แสนล้านบาท และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นจะเกิดการจ้างงาน

“รถไฟความเร็วสูงตอนนี้กำลังเตรียมพิจารณา โดยรัฐคงต้องดูแลบางส่วนไปก่อน และให้เอกชนมาเดินรถ เพราะเชื่อว่าดีมานด์ช่วงต่อไปถ้ามีอู่ตะเภาและเมืองการบิน ดีมานด์จะกลับมาที่รถไฟ ดังนั้นถ้า PPP ไปต่อไม่ได้รัฐคงต้องดำเนินการอาจพัฒนาเป็นรถไฟความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง”

ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

สกพอ.ยืนยันเดินหน้าไม่หยุด

ดร.จุฬา กล่าวว่า สกพอ.ยังเดินหน้าการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับชุมชนและคนในพื้นที่ เพื่อให้อุตสาหกรรมและชุมชนเติบโตไปด้วยกัน โดยได้ขยายการตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 47 แห่ง ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเฉพาะทางและผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคบริการ เข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ สกพอ.ยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมและชุมชนด้วยกลยุทธ์การสร้างซัพพลายเชน โดยไม่ได้หมายถึงแค่วัสดุอุปกรณ์ในโรงงานเท่านั้น แต่รวมถึงซัพพลายเชนที่เกิดจากคนทำงานด้วย เพราะคนทำงานต้องกิน ต้องใช้ และต้องมีที่อยู่อาศัย ชุมชนรอบนอก จึงสามารถเข้ามาเป็นผู้ซัพพลายอาหาร ที่พักอาศัย แหล่งท่องเที่ยว และบริการต่างๆ

“วันนี้ชัดเจนว่า EEC Never Stops จากช่วงเวลาการทำงานในฐานะเลขา สกพอ. 4 ปี 5 รัฐบาล 4 นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีใครบอกว่า EEC ต้อง Stop ยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายถัดไปจะมุ่งพัฒนา EEC ยั่งยืน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นความหวังคนไทย เป็นจุดหมายนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ”

ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

ผ่ากลยุทธ์ EEC Next Chapter

นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ EEC อาจแบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ คือ มิติที่ได้มาตั้งแต่กำเนิดและมิติที่สร้างขึ้นเพิ่มเติม

ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอแนวคิดให้ภาครัฐนำมาตรการ Beauty Contest หรือการประกวดคัดเลือกผู้ลงทุนที่เหมาะสมที่สุด มาใช้พิจารณาคัดกรองนักลงทุนที่จะได้รับโควตาการใช้ไฟฟ้าจากปริมาณความต้องการ 30,000 เมกะวัตต์ โดยรัฐต้องกำหนดกรอบกติกาและจัดสรรให้เหมาะสมกับขีดความสามารถของประเทศ

นายปจงวิช กล่าวว่า ในช่วงก้าวต่อไปสำคัญ (Next Chapter) มีประเด็นความท้าทายแบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก ได้แก่ มิติฮาร์ดแวร์ และมิติซอฟต์แวร์ โดยมิติฮาร์ดแวร์เน้นที่การจัดการเชิงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน โดยพบว่าฉะเชิงเทรามีศักยภาพอีกมาก แต่การเติบโตและการดึงดูดการลงทุนอยู่ระดับต่ำกว่าระยองและชลบุรี ทั้งที่เป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบสูงเนื่องจากอยู่ใกล้กรุงเทพมหานครอย่างมาก

“พื้นที่เดิมที่เคยสามารถทำนิคมอุตสาหกรรมได้ถึง 2 ล้านไร่ วันนี้ที่มีการพูดคุยกันอยู่อาจจะปรับลดลงเหลือเพียงแค่ 300,000 ไร่เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นตัวส่งเสริมหรือช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ EEC เลย” นายปจงวิช กล่าว

ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหลักทั้งน้ำดิบและร่างผังเมืองใหม่ ก่อนที่จะพิจารณาขยายอุตสาหกรรมไปยังจังหวัดถัดไป เช่น ปราจีนบุรี แม้ว่าปราจีนบุรีจะเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ความสำคัญอันดับแรกคือการทำให้โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่รัฐได้ลงทุนในพื้นที่ EEC ไปแล้วสามารถใช้งานได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุด

สำหรับมิติซอฟต์แวร์ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ อย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ลงทุนต่างชาติจะเลือกเข้ามาตั้งโรงงานตามกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงได้รับอานิสงส์ที่โดดเด่นจากคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

หากประเทศไทยประสงค์จะดึงดูดและสร้างกลุ่มคลัสเตอร์เทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือเซมิคอนดักเตอร์จำเป็นต้องตระหนักว่าการสร้างคลัสเตอร์เทคโนโลยีใหม่นั้นจะต้องมีการเริ่มต้นพัฒนาจากรากฐานเสียก่อน

ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

ส.อ.ท.หนุนต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมาย

นายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า EEC เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ของโลกเลือกเป็นฐานการผลิต เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพที่เหนือกว่า โดยปัจจุบันกลุ่มแบรนด์รถยนต์รายใหญ่ดั้งเดิมอย่าง Honda และ Toyota ก็ตั้งฐานการผลิตอยู่ในไทยมานาน 

ขณะที่แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหม่อย่าง BYD และแบรนด์อื่นๆ ก็ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC เป็นทุนเดิมเพราะความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ทิศทางการลงทุนจะเติบโต โดยมีผู้เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรม EV แล้วกว่า 200 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ซึ่งบางส่วนได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่นายสมมาตแสดงความกังวลว่าความพร้อมเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ และภาครัฐยังดำเนินการล่าช้า

ที่ผ่านมา ส.อ.ท. พยายามผลักดันให้พ่วงจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็น EEC เนื่องจากมีศักยภาพสูง ทั้งระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงแหลมฉบัง และแหล่งน้ำที่สมบูรณ์จากอ่างเก็บน้ำห้วยโสมงที่มีความจุกว่า 295 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ภาคตะวันออก

ปลุก EEC พลิกเกมเศรษฐกิจโตต่ำ ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว ‘โอกาสทองครั้งใหญ่’

UTA เล็งแผนเดินหน้าดึงลงทุนอู่ตะเภา 

นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์สำคัญของอีอีซี แต่วันนี้ใช้เวลามากว่า 6 ปีแล้ว เพราะต้องเจออุปสรรคในหลายเรื่อง ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก

ทั้งนี้ UTA จึงวางโจทย์ให้เมืองการบินอู่ตะเภาต้องเติมเต็มในส่วนของการดึงดูดการลงทุนเพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูงภายใต้โมเดลธุรกิจแบบ B2BC (Business-to-Business-to-Consumer) เพื่อสร้างงานและสร้างพลังซื้อหมุนเวียนให้ตกอยู่กับคนในภูมิภาคอย่างแท้จริง ให้อู่ตะเภาเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดคนเข้ามาในพื้นที่หลังจากนั้นเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังพัทยา ระยอง ชลบุรี และจันทบุรี

สำหรับสถานะโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ปัจจุบันได้ลงนามหนังสือเริ่มก่อสร้าง (NTP) เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 โครงการถือว่าได้ก้าวผ่านขั้นตอนและกระบวนการสำคัญพร้อมเดินหน้าพัฒนา โดยช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าจะเห็นความคืบหน้าในการออกตลาดเพื่อชักชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน UTA ยังเดินหน้าแผนสร้างดีมานด์ด้วยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว Man Made เพื่อดึงดูด High-Value Tourism ทำเมืองการบินให้ครบวงจรทั้งช้อปปิ้ง กินดื่ม และกิจกรรมเอนเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ เพื่อทำให้อู่ตะเภาเป็นหมุดหมายที่คนต้องการเดินทางมาท่องเที่ยว หรือหากเป็นกลุ่มธุรกิจก็ต้องมีกิจกรรมหลังการประชุม

“การลงทุนอะไรใน EEC หากเดินได้ก่อนต้องเร่งดำเนินการ เงื่อนไขการลงทุนอะไรผ่อนปรนได้ต้องทำ วันนี้ต้องผ่อนปรนบ้างเพราะคู่แข่งอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มาทีหลังแต่มีความหิวที่จะแซงประเทศไทย ดังนั้นในฐานะลีดเดอร์ถ้ายังเล่นเกมเดิมไม่ขยับออกไป อาจไม่เหลือเกมให้เล่น”