“อุตตม” ชี้วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว โอกาสทองครั้งใหญ่พัฒนา EEC แนะยกระดับ 4 ด้าน WHA หนุนชูจุดแข็งทำเลไร้ภัยพิบัติ มั่นใจโครงข่ายไฟแกร่งรับ Data Center ส.อ.ท.ย้ำค่าย EV ยักษ์ปักหมุดลงทุนซัพพลายเชน 1.4 แสนล้านบาท สกพอ.เร่งสร้างจุดแข็งสู่การลงทุนจริง “UTA” ตั้งเป้าดัน “อู่ตะเภา” เป็น Magnet ดึงดูดการเดินทาง
KEY POINTS
- นายอุตตม สาวนายน ชี้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแตกขั้วทางเศรษฐกิจโลก ถือเป็น "โอกาสทอง" ของไทยในการดึงดูดทุนต่างชาติที่ต้องการกระจายความเสี่ยง โดยมี EEC เป็นพื้นที่รองรับการลงทุนสำคัญเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่เสี่ยงเติบโตต่ำ
- การจะคว้าโอกาสนี้ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อม 4 ด้านหลักของประเทศ ได้แก่ การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, การแก้กฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน และการให้สิทธิประโยชน์ที่จูงใจ
- สกพอ. ยืนยัน EEC เดินหน้าต่อเนื่องและเศรษฐกิจเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ยอมรับว่าเมกะโปรเจกต์สำคัญ เช่น สนามบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงล่าช้ากว่าแผน ซึ่งกำลังเร่งรัดให้กลับมาเดินหน้าเพื่อกระตุ้นการลงทุน
- ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เดิม (น้ำดิบ, ผังเมือง) ก่อนขยายพื้นที่, วางตำแหน่ง (Positioning) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่อย่างชัดเจน และผ่อนปรนเงื่อนไขเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
- EEC เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ดึงดูดการลงทุนจากแบรนด์ใหญ่ของโลกได้ แต่ยังมีความกังวลว่าความพร้อมของภาครัฐยังล่าช้าและไม่เพียงพอต่อการเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน
“เครือเนชั่น” และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จัดเสวนาหัวข้อ “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป” โดยมีตัวแทนภาครัฐและเอกชน ร่วมระดมความคิดในการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เดินหน้าต่อเนื่อง
นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก ซึ่งมีความน่ากังวลสอดคล้องคาดการณ์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปี 2569 ที่ระบุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยอาจอยู่กลุ่มรั้งท้ายอาเซียน
ทั้งนี้ เมื่อโลกเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ดั้งเดิมสู่การแตกขั้วทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภาวะชะงักงัน เช่น สงครามตะวันออกกลาง
สำหรับสถานการณ์นี้เป็นโอกาสทองของไทย เนื่องจากกลุ่มทุนต่างชาติมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบด้านเอกลักษณ์ภูมิศาสตร์และทรัพยากรหลากหลายจึงมองว่าเป็นโอกาสในการรับรองการลงทุนของ EEC เช่นกัน
นอกจากนี้ โอกาสของไทยจะเกิดขึ้นได้ขึ้นกับความพร้อมของประเทศ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง
2.การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางกายภาพและระบบการสื่อสารดิจิทัลให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน 3.การแก้ปัญหาเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ ที่ต้องเอื้ออำนวยและยืดหยุ่นพอ และ 4.สิทธิประโยชน์การลงทุน ที่เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติ
สกพอ.เร่งลงทุนจริงในพื้นที่
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า EEC เดินหน้ามา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งปี 2561 ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและปี 2567 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GDP) ของ 3 จังหวัดใน EEC สูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท ซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมเป็นเสาหลักในสัดส่วน 66% ตามด้วยภาคบริการ 31% และภาคเกษตรกรรม 2.6%
อีกทั้งตัวเลขเหล่านี้ยังชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจ EEC มีอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แม้ช่วงวิกฤติโควิด-19 ปี 2563 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ 7.1% แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง EEC ฟื้นตัวได้เร็วและเป็นกลไกหลักดึงเศรษฐกิจประเทศให้ฟื้นตัว
สำหรับประเด็นการลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐานเมกะโปรเจกต์ ปัจจุบันโครงการท่าเรือ 2 แห่งได้เดินหน้าก่อสร้างส่วนของภาครัฐแล้ว และอยู่ในขั้นที่เอกชนกำลังดำเนินงาน ขณะที่โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ยอมรับว่าล่าช้ากว่าแผนประมาณ 2-3 ปี โดยภาครัฐได้ลงทุนส่วนของทางวิ่ง (รันเวย์) ขณะที่ภาคเอกชนปัจจุบันกำลังจะเริ่มดำเนินการ
ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) สกพอ. กำลังเร่งรัดกระบวนการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อให้โครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้กลับมาเดินหน้าได้ตามแผน ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งหากนับเฉพาะเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 โครงการ รวม 2.4 แสนล้านบาท และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นจะเกิดการจ้างงาน
“รถไฟความเร็วสูงตอนนี้กำลังเตรียมพิจารณา โดยรัฐคงต้องดูแลบางส่วนไปก่อน และให้เอกชนมาเดินรถ เพราะเชื่อว่าดีมานด์ช่วงต่อไปถ้ามีอู่ตะเภาและเมืองการบิน ดีมานด์จะกลับมาที่รถไฟ ดังนั้นถ้า PPP ไปต่อไม่ได้รัฐคงต้องดำเนินการอาจพัฒนาเป็นรถไฟความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง”
สกพอ.ยืนยันเดินหน้าไม่หยุด
ดร.จุฬา กล่าวว่า สกพอ.ยังเดินหน้าการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับชุมชนและคนในพื้นที่ เพื่อให้อุตสาหกรรมและชุมชนเติบโตไปด้วยกัน โดยได้ขยายการตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 47 แห่ง ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเฉพาะทางและผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคบริการ เข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้สะดวกขึ้น
นอกจากนี้ สกพอ.ยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมและชุมชนด้วยกลยุทธ์การสร้างซัพพลายเชน โดยไม่ได้หมายถึงแค่วัสดุอุปกรณ์ในโรงงานเท่านั้น แต่รวมถึงซัพพลายเชนที่เกิดจากคนทำงานด้วย เพราะคนทำงานต้องกิน ต้องใช้ และต้องมีที่อยู่อาศัย ชุมชนรอบนอก จึงสามารถเข้ามาเป็นผู้ซัพพลายอาหาร ที่พักอาศัย แหล่งท่องเที่ยว และบริการต่างๆ
“วันนี้ชัดเจนว่า EEC Never Stops จากช่วงเวลาการทำงานในฐานะเลขา สกพอ. 4 ปี 5 รัฐบาล 4 นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีใครบอกว่า EEC ต้อง Stop ยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายถัดไปจะมุ่งพัฒนา EEC ยั่งยืน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นความหวังคนไทย เป็นจุดหมายนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ”
ผ่ากลยุทธ์ EEC Next Chapter
นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ EEC อาจแบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ คือ มิติที่ได้มาตั้งแต่กำเนิดและมิติที่สร้างขึ้นเพิ่มเติม
ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอแนวคิดให้ภาครัฐนำมาตรการ Beauty Contest หรือการประกวดคัดเลือกผู้ลงทุนที่เหมาะสมที่สุด มาใช้พิจารณาคัดกรองนักลงทุนที่จะได้รับโควตาการใช้ไฟฟ้าจากปริมาณความต้องการ 30,000 เมกะวัตต์ โดยรัฐต้องกำหนดกรอบกติกาและจัดสรรให้เหมาะสมกับขีดความสามารถของประเทศ
นายปจงวิช กล่าวว่า ในช่วงก้าวต่อไปสำคัญ (Next Chapter) มีประเด็นความท้าทายแบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก ได้แก่ มิติฮาร์ดแวร์ และมิติซอฟต์แวร์ โดยมิติฮาร์ดแวร์เน้นที่การจัดการเชิงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน โดยพบว่าฉะเชิงเทรามีศักยภาพอีกมาก แต่การเติบโตและการดึงดูดการลงทุนอยู่ระดับต่ำกว่าระยองและชลบุรี ทั้งที่เป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบสูงเนื่องจากอยู่ใกล้กรุงเทพมหานครอย่างมาก
“พื้นที่เดิมที่เคยสามารถทำนิคมอุตสาหกรรมได้ถึง 2 ล้านไร่ วันนี้ที่มีการพูดคุยกันอยู่อาจจะปรับลดลงเหลือเพียงแค่ 300,000 ไร่เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นตัวส่งเสริมหรือช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ EEC เลย” นายปจงวิช กล่าว
ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหลักทั้งน้ำดิบและร่างผังเมืองใหม่ ก่อนที่จะพิจารณาขยายอุตสาหกรรมไปยังจังหวัดถัดไป เช่น ปราจีนบุรี แม้ว่าปราจีนบุรีจะเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ความสำคัญอันดับแรกคือการทำให้โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่รัฐได้ลงทุนในพื้นที่ EEC ไปแล้วสามารถใช้งานได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุด
สำหรับมิติซอฟต์แวร์ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ อย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ลงทุนต่างชาติจะเลือกเข้ามาตั้งโรงงานตามกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงได้รับอานิสงส์ที่โดดเด่นจากคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ
หากประเทศไทยประสงค์จะดึงดูดและสร้างกลุ่มคลัสเตอร์เทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือเซมิคอนดักเตอร์จำเป็นต้องตระหนักว่าการสร้างคลัสเตอร์เทคโนโลยีใหม่นั้นจะต้องมีการเริ่มต้นพัฒนาจากรากฐานเสียก่อน
ส.อ.ท.หนุนต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมาย
นายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า EEC เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ของโลกเลือกเป็นฐานการผลิต เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพที่เหนือกว่า โดยปัจจุบันกลุ่มแบรนด์รถยนต์รายใหญ่ดั้งเดิมอย่าง Honda และ Toyota ก็ตั้งฐานการผลิตอยู่ในไทยมานาน
ขณะที่แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหม่อย่าง BYD และแบรนด์อื่นๆ ก็ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC เป็นทุนเดิมเพราะความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี แม้ทิศทางการลงทุนจะเติบโต โดยมีผู้เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรม EV แล้วกว่า 200 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ซึ่งบางส่วนได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่นายสมมาตแสดงความกังวลว่าความพร้อมเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ และภาครัฐยังดำเนินการล่าช้า
ที่ผ่านมา ส.อ.ท. พยายามผลักดันให้พ่วงจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็น EEC เนื่องจากมีศักยภาพสูง ทั้งระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงแหลมฉบัง และแหล่งน้ำที่สมบูรณ์จากอ่างเก็บน้ำห้วยโสมงที่มีความจุกว่า 295 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ภาคตะวันออก
UTA เล็งแผนเดินหน้าดึงลงทุนอู่ตะเภา
นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์สำคัญของอีอีซี แต่วันนี้ใช้เวลามากว่า 6 ปีแล้ว เพราะต้องเจออุปสรรคในหลายเรื่อง ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก
ทั้งนี้ UTA จึงวางโจทย์ให้เมืองการบินอู่ตะเภาต้องเติมเต็มในส่วนของการดึงดูดการลงทุนเพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูงภายใต้โมเดลธุรกิจแบบ B2BC (Business-to-Business-to-Consumer) เพื่อสร้างงานและสร้างพลังซื้อหมุนเวียนให้ตกอยู่กับคนในภูมิภาคอย่างแท้จริง ให้อู่ตะเภาเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดคนเข้ามาในพื้นที่หลังจากนั้นเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังพัทยา ระยอง ชลบุรี และจันทบุรี
สำหรับสถานะโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ปัจจุบันได้ลงนามหนังสือเริ่มก่อสร้าง (NTP) เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 โครงการถือว่าได้ก้าวผ่านขั้นตอนและกระบวนการสำคัญพร้อมเดินหน้าพัฒนา โดยช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าจะเห็นความคืบหน้าในการออกตลาดเพื่อชักชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน UTA ยังเดินหน้าแผนสร้างดีมานด์ด้วยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว Man Made เพื่อดึงดูด High-Value Tourism ทำเมืองการบินให้ครบวงจรทั้งช้อปปิ้ง กินดื่ม และกิจกรรมเอนเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ เพื่อทำให้อู่ตะเภาเป็นหมุดหมายที่คนต้องการเดินทางมาท่องเที่ยว หรือหากเป็นกลุ่มธุรกิจก็ต้องมีกิจกรรมหลังการประชุม
“การลงทุนอะไรใน EEC หากเดินได้ก่อนต้องเร่งดำเนินการ เงื่อนไขการลงทุนอะไรผ่อนปรนได้ต้องทำ วันนี้ต้องผ่อนปรนบ้างเพราะคู่แข่งอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มาทีหลังแต่มีความหิวที่จะแซงประเทศไทย ดังนั้นในฐานะลีดเดอร์ถ้ายังเล่นเกมเดิมไม่ขยับออกไป อาจไม่เหลือเกมให้เล่น”





