วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

WHA เปิดจุดแข็ง EEC ชิงทุนโลก หวั่นขาดแรงงาน-ไฟไม่พอรับ Data Center

WHA ชี้ขาดศึกชิงทุนโลก! ปลดล็อก "แรงงาน-พลังงานสะอาด" หนุน EEC สู่ฮับไฮเทค กางโรดแมปสู้เวียดนาม ชูจุดแข็งทำเลไร้ภัยพิบัติ-โครงข่ายไฟแกร่ง รับมือสึนามิ Data Center แนะรัฐเลือกรายใหญ่สร้างระบบนิเวศ AI พลิกโฉมซัพพลายเชนไทย

KEY POINTS

  • WHA ชี้จุดแข็งของ EEC ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ คือ 1. มิติตั้งแต่กำเนิด: ทำเลยุทธศาสตร์เชื่อม 2 มหาสมุทรและเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติ และ 2. มิติที่สร้างขึ้น: มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและพร้อมใช้งานทันที โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและสายส่งที่เสถียร ซึ่งเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
  • เผชิญความท้าทายจากความต้องการลงทุนตั้ง Data Center ที่ต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งของไทยทั้งประเทศมีเพียง 40,000 กว่าเมกะวัตต์ ทำให้ไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด
  • เสนอให้ภาครัฐใช้มาตรการ "Beauty Contest" เพื่อคัดเลือกนักลงทุน Data Center ที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศใน 5 มิติ เช่น การสร้างประโยชน์ตอบแทน, การรักษาสิ่งแวดล้อม, การสร้าง Ecosystem และการใช้ซัพพลายเชนในประเทศ
  • เสนอให้ภาครัฐเร่งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายหรือข้อกำหนดเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาเสริมกำลังในระดับปฏิบัติการ

นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป จัดโดย "เนชั่น กรุ๊ป" ว่า ปัจจุบัน WHA มีการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น 17 แห่ง แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง และในประเทศไทย 15 แห่ง ซึ่งในจำนวนนิคมฯ ที่ตั้งอยู่ในไทยนั้น มีมากถึง 14 แห่งที่ปักหลักอยู่ในพื้นที่ EEC 

"ตัวเลขนี้เป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนว่า แบรนด์ EEC ยังคงมีอิทธิพลและเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อย่างเหนียวแน่น"  

สำหรับขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ EEC อาจออกเป็น 2 มิติสำคัญ คือ มิติที่ได้มาตั้งแต่กำเนิด และมิติที่สร้างขึ้นเพิ่มเติม ดังนี้

WHA เปิดจุดแข็ง EEC ชิงทุนโลก หวั่นขาดแรงงาน-ไฟไม่พอรับ Data Center

1. มิติตั้งแต่กำเนิด โดยยุทธศาสตร์เชื่อม 2 มหาสมุทร และพื้นที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติ โดยจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโลกนั้น ประเทศไทยคือจุดยุทธศาสตร์หลักของภูมิภาคอาเซียน และหากมองลึกลงไปในระดับประเทศ จุดที่มีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์สูงสุดคือ EEC ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างสองมหาสมุทรใหญ่ คือ มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย 

ขณะเดียวกัน หากจีนต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทานและกระจายสินค้าลงมาทางใต้เพื่อส่งออกไปยังอินเดียหรือยุโรป พื้นที่ EEC ถือเป็นเส้นทางผ่านและศูนย์กลางการขนส่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ยังรวมถึงคะแนนภัยธรรมชาติเป็นศูนย์ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนระดับโลกใช้เป็นเกณฑ์หลักในการประเมินก่อนลงเสาเข็มคือความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ ซึ่ง พื้นที่ EEC ของไทยได้คะแนนประเมินความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติต่ำมาก โดยเฉพาะโอกาสในการเกิดน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่แทบไม่มีเลย จุดนี้ถือเป็นแต้มต่อทางธรรมชาติที่สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของสินทรัพย์และการดำเนินธุรกิจระยะยาวให้กับทุนต่างชาติ

WHA เปิดจุดแข็ง EEC ชิงทุนโลก หวั่นขาดแรงงาน-ไฟไม่พอรับ Data Center

2. มิติที่สร้างขึ้นเพิ่มเติม มรดกโครงสร้างพื้นฐานยุคโชติช่วงชัชวาล ซึ่งความน่าสนใจของ EEC ในปัจจุบันเป็นการต่อยอดรากฐานที่แข็งแกร่งมาจากยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เพียบพร้อมและพร้อมใช้งานทันที ทั้งระบบทางหลวงคมนาคม (Highway) และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบการผลิตไฟฟ้า (Power Generation) ที่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งระดับ IPP และ SPP กระจุกตัวหนาแน่นในภาคตะวันออก

รวมถึงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Grid) ในพื้นที่ EEC มีความเสถียรและแข็งแกร่งอย่างมาก โดยรองรับตั้งแต่ระบบแรงดันไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ (KV) ไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 500 กิโลโวลต์ (KV) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่หาได้ยากในประเทศเพื่อนบ้าน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและ AI ปัจจุบันพื้นที่ EEC กำลังเผชิญหน้ากับความต้องการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลอย่างล้นหลาม จากข้อมูลสำคัญจากที่เผยแพร่ตามสื่อสิ่งพิมพ์ว่า มีกลุ่มทุนแสดงความสนใจที่จะเข้ามาตั้ง Data Center ในพื้นที่ EEC คิดเป็นปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกันพุ่งสูงถึงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ (MW)

WHA เปิดจุดแข็ง EEC ชิงทุนโลก หวั่นขาดแรงงาน-ไฟไม่พอรับ Data Center

อย่างไรก็ตาม ปริมาณความต้องการดังกล่าวถือเป็นโจทย์หินของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง (Installed Capacity) ของประเทศไทยทั้งหมดอยู่ที่ระดับ 40,000 กว่าเมกะวัตต์เท่านั้น ทำให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยไม่สามารถตอบรับและรองรับเม็ดเงินลงทุนทั้งหมดนี้ได้ในคราวเดียวที่อยากจะมาตั้งอยู่ใน EEC เยอะมาก แต่มันเป็นจุดที่ประเทศไทยต้องเลือก

ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอแนวคิดให้ภาครัฐนำมาตรการ Beauty Contest หรือการประกวดคัดเลือกผู้ลงทุนที่เหมาะสมที่สุด มาใช้พิจารณาคัดกรองนักลงทุนที่จะได้รับโควตาการใช้ไฟฟ้าจากปริมาณความต้องการ 30,000 เมกะวัตต์ โดยรัฐต้องกำหนดกรอบกติกาและจัดสรรให้เหมาะสมกับขีดความสามารถของประเทศ ซึ่งเกณฑ์การคัดเลือกควรพิจารณาจาก 5 มิติดังนี้

1. การสร้างประโยชน์ตอบแทน (Contribute) ให้แก่ประเทศไทยสูงสุด 2. ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน 3. การเข้ามาสร้างและยกระดับระบบนิเวศ (Ecosystem) ดิจิทัลและ AI ภายในประเทศ 4. การเปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานผู้รับเหมาไทย และใช้ผลิตภัณฑ์/วัสดุในประเทศ 5. การดึงเครือข่ายซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยเข้าไปมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด

"WHA เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายทางด้าน Data Center ของประเทศเพื่อเข้ามาทำหน้าที่วางกฎเกณฑ์ ตีกรอบนโยบาย และพิจารณาจัดสรรปริมาณไฟฟ้าที่เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดการส่งถ่ายเทคโนโลยีและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม มองว่าประเทศไทยและพื้นที่ EEC ยังคงมีความได้เปรียบสูงในการเป็นจุดหมายปลายทางของอุตสาหกรรมไฮเทคระดับบน เนื่องจากเรามีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สมบูรณ์แบบกว่า 

ปัจจุบัน EEC ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการจัดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) อาทิ 1. อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) ที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากยุคเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่เข้ามาได้อย่างคึกคัก 2. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) 3. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Electrical Appliance)

"กลุ่มอุตสาหกรรมพวกนี้ เขาต้องการมาเมืองไทย ไม่ใช่ว่าเขาเลือกที่จะไปที่ประเทศอื่น เนื่องจากว่า facility ที่เขาต้องการมีครบ" นายปจงวิช กล่าว

อย่างไรก็ดี จุดอ่อนสำคัญที่กำลังเป็นตัวฉุดรั้งเสน่ห์ของประเทศไทย และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนรายใหญ่บางส่วนตัดสินใจเทใจไปเลือกเวียดนาม นั่นคือปัญหาด้านแรงงาน

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีจุดแข็งและมีความพร้อมอย่างมากในกลุ่มแรงงานทักษะสูงอย่างวิศวกรและช่างเทคนิค (Technician) แต่สำหรับการดึงดูดฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่ยังคงต้องการแรงงานระดับปฏิบัติการจำนวนมาก (Mass Labor) ไทยกลับเผชิญกับภาวะขาดแคลนอย่างหนัก ในขณะที่เวียดนามยังคงมีแต้มต่อในเรื่องปริมาณแรงงานที่เหลือเฟือ

"ภาครัฐอาจต้องเร่งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายหรือออกข้อกำหนดเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาเสริมทัพในระดับปฏิบัติการ"