วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม 2569

Login
Login

WHA เปิดจุดแข็ง EEC ชิงทุนโลก หวั่นขาดแรงงาน-ดีมานด์ไฟ Data Center พุ่ง

WHA ชี้ขาดศึกชิงทุนโลก! ปลดล็อก "แรงงาน-พลังงานสะอาด" หนุน EEC สู่ฮับไฮเทค กางโรดแมปสู้เวียดนาม ชูจุดแข็งทำเลไร้ภัยพิบัติ-โครงข่ายไฟแกร่ง รับมือสึนามิ Data Center แนะรัฐเลือกรายใหญ่สร้างระบบนิเวศ AI พลิกโฉมซัปพลายเชนไทย

KEY POINTS

  • WHA ชี้จุดแข็งของ EEC ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ คือ 1. มิติตั้งแต่กำเนิด: ทำเลยุทธศาสตร์เชื่อม 2 มหาสมุทร และเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติ และ 2. มิติที่สร้างขึ้น: มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และพร้อมใช้งานทันที โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า และสายส่งที่เสถียร ซึ่งเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
  • เผชิญความท้าทายจากความต้องการลงทุนตั้ง Data Center ที่ต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งของไทยทั้งประเทศมีเพียง 40,000 กว่าเมกะวัตต์ ทำให้ไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด
  • เสนอให้ภาครัฐใช้มาตรการ "Beauty Contest" เพื่อคัดเลือกนักลงทุน Data Center ที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศใน 5 มิติ เช่น การสร้างประโยชน์ตอบแทน, การรักษาสิ่งแวดล้อม, การสร้าง Ecosystem และการใช้ซัปพลายเชนในประเทศ
  • เสนอให้ภาครัฐเร่งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายหรือข้อกำหนดเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาเสริมกำลังในระดับปฏิบัติการ

นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป จัดโดย "เนชั่น กรุ๊ป" ว่า ปัจจุบัน WHA มีการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น 17 แห่ง แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง และในประเทศไทย 15 แห่ง ซึ่งในจำนวนนิคมฯ ที่ตั้งอยู่ในไทยนั้น มีมากถึง 14 แห่งที่ปักหลักอยู่ในพื้นที่ EEC 

"ตัวเลขนี้เป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนว่า แบรนด์ EEC ยังคงมีอิทธิพล และเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อย่างเหนียวแน่น"  

สำหรับขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ EEC อาจออกเป็น 2 มิติสำคัญคือ มิติที่ได้มาตั้งแต่กำเนิด และมิติที่สร้างขึ้นเพิ่มเติม ดังนี้

WHA เปิดจุดแข็ง EEC ชิงทุนโลก หวั่นขาดแรงงาน-ดีมานด์ไฟ Data Center พุ่ง

1. มิติตั้งแต่กำเนิด โดยยุทธศาสตร์เชื่อม 2 มหาสมุทร และพื้นที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติ โดยจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโลกนั้น ประเทศไทยคือ จุดยุทธศาสตร์หลักของภูมิภาคอาเซียน และหากมองลึกลงไปในระดับประเทศ จุดที่มีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์สูงสุดคือ EEC ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างสองมหาสมุทรใหญ่คือ มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย 

ขณะเดียวกัน หากจีนต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทาน และกระจายสินค้าลงมาทางใต้เพื่อส่งออกไปยังอินเดียหรือยุโรป พื้นที่ EEC ถือเป็นเส้นทางผ่าน และศูนย์กลางการขนส่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ยังรวมถึงคะแนนภัยธรรมชาติเป็นศูนย์ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนระดับโลกใช้เป็นเกณฑ์หลักในการประเมินก่อนลงเสาเข็มคือ ความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่ EEC ของไทยได้คะแนนประเมินความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติต่ำมาก โดยเฉพาะโอกาสในการเกิดน้ำท่วม และแผ่นดินไหวที่แทบไม่มีเลย จุดนี้ถือเป็นแต้มต่อทางธรรมชาติที่สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของสินทรัพย์ และการดำเนินธุรกิจระยะยาวให้กับทุนต่างชาติ

WHA เปิดจุดแข็ง EEC ชิงทุนโลก หวั่นขาดแรงงาน-ดีมานด์ไฟ Data Center พุ่ง

2. มิติที่สร้างขึ้นเพิ่มเติม มรดกโครงสร้างพื้นฐานยุคโชติช่วงชัชวาล ซึ่งความน่าสนใจของ EEC ในปัจจุบันเป็นการต่อยอดรากฐานที่แข็งแกร่งมาจากยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เพียบพร้อม และพร้อมใช้งานทันที ทั้งระบบทางหลวงคมนาคม (Highway) และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบการผลิตไฟฟ้า (Power Generation) ที่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งระดับ IPP และ SPP กระจุกตัวหนาแน่นในภาคตะวันออก

รวมถึงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Grid) ในพื้นที่ EEC มีความเสถียร และแข็งแกร่งอย่างมาก โดยรองรับตั้งแต่ระบบแรงดันไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ (KV) ไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 500 กิโลโวลต์ (KV) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่หาได้ยากในประเทศเพื่อนบ้าน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และ AI ปัจจุบันพื้นที่ EEC กำลังเผชิญหน้ากับความต้องการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลอย่างล้นหลาม จากข้อมูลสำคัญจากที่เผยแพร่ตามสื่อสิ่งพิมพ์ว่า มีกลุ่มทุนแสดงความสนใจที่จะเข้ามาตั้ง Data Center ในพื้นที่ EEC คิดเป็นปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกันพุ่งสูงถึงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ (MW)

WHA เปิดจุดแข็ง EEC ชิงทุนโลก หวั่นขาดแรงงาน-ดีมานด์ไฟ Data Center พุ่ง

อย่างไรก็ตาม ปริมาณความต้องการดังกล่าวถือเป็นโจทย์หินของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง (Installed Capacity) ของประเทศไทยทั้งหมดอยู่ที่ระดับ 40,000 กว่าเมกะวัตต์เท่านั้น ทำให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยไม่สามารถตอบรับ และรองรับเม็ดเงินลงทุนทั้งหมดนี้ได้ในคราวเดียวที่อยากจะมาตั้งอยู่ใน EEC เยอะมาก แต่มันเป็นจุดที่ประเทศไทยต้องเลือก

ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอแนวคิดให้ภาครัฐนำมาตรการ Beauty Contest หรือการประกวดคัดเลือกผู้ลงทุนที่เหมาะสมที่สุด มาใช้พิจารณาคัดกรองนักลงทุนที่จะได้รับโควตาการใช้ไฟฟ้าจากปริมาณความต้องการ 30,000 เมกะวัตต์ โดยรัฐต้องกำหนดกรอบกติกา และจัดสรรให้เหมาะสมกับขีดความสามารถของประเทศ ซึ่งเกณฑ์การคัดเลือกควรพิจารณาจาก 5 มิติดังนี้

1. การสร้างประโยชน์ตอบแทน (Contribute) ให้แก่ประเทศไทยสูงสุด 2. ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน 3. การเข้ามาสร้างและยกระดับระบบนิเวศ (Ecosystem) ดิจิทัลและ AI ภายในประเทศ 4. การเปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานผู้รับเหมาไทย และใช้ผลิตภัณฑ์/วัสดุในประเทศ 5. การดึงเครือข่ายซัปพลายเชน (Supply Chain) ของไทยเข้าไปมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด

"WHA เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายทางด้าน Data Center ของประเทศเพื่อเข้ามาทำหน้าที่วางกฎเกณฑ์ ตีกรอบนโยบาย และพิจารณาจัดสรรปริมาณไฟฟ้าที่เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดการส่งถ่ายเทคโนโลยี และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม มองว่าประเทศไทย และพื้นที่ EEC ยังคงมีความได้เปรียบสูงในการเป็นจุดหมายปลายทางของอุตสาหกรรมไฮเทคระดับบน เนื่องจากเรามีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สมบูรณ์แบบกว่า 

ปัจจุบัน EEC ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการจัดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) อาทิ 1. อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) ที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากยุคเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่เข้ามาได้อย่างคึกคัก 2. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) 3. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Electrical Appliance)

"กลุ่มอุตสาหกรรมพวกนี้ เขาต้องการมาเมืองไทย ไม่ใช่ว่าเขาเลือกที่จะไปที่ประเทศอื่น เนื่องจากว่า facility ที่เขาต้องการมีครบ" นายปจงวิช กล่าว

อย่างไรก็ดี จุดอ่อนสำคัญที่กำลังเป็นตัวฉุดรั้งเสน่ห์ของประเทศไทย และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนรายใหญ่บางส่วนตัดสินใจเทใจไปเลือกเวียดนาม นั่นคือ ปัญหาด้านแรงงาน

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีจุดแข็ง และมีความพร้อมอย่างมากในกลุ่มแรงงานทักษะสูงอย่างวิศวกร และช่างเทคนิค (Technician) แต่สำหรับการดึงดูดฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่ยังคงต้องการแรงงานระดับปฏิบัติการจำนวนมาก (Mass Labor) ไทยกลับเผชิญกับภาวะขาดแคลนอย่างหนัก ในขณะที่เวียดนามยังคงมีแต้มต่อในเรื่องปริมาณแรงงานที่เหลือเฟือ

"ภาครัฐอาจต้องเร่งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายหรือออกข้อกำหนดเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาเสริมทัพในระดับปฏิบัติการ"

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์