วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘สันติธาร’ ชี้ไทยเผชิญมรสุม ‘คลื่น 3 ระลอก’ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง-กำลังซื้อหดตัว

"สันติธาร" ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุม ‘คลื่น 3 ระลอก’ วิกฤตพลังงาน-เงินเฟ้อ-กำลังซื้อในประเทศ สะท้อนชัดผ่านจีดีพีไตรมาส 2 ร่วงเหลือ 1.9% เร่งสร้างกันชนรับแรงกระแทก ประคอง-เปลี่ยนผ่าน-ลงทุน ใช้ประโยชน์จากความเป็นกลาง ดึงโอกาสลงทุนรอบใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มแท้จริง

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ รายงานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ที่ 1.9% ชะลอตัวลงจากระดับ 2.8% ในไตรมาสแรก สะท้อนชัดถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ประเทศต้องเผชิญในยุคเปลี่ยนผ่านจาก ‘คลื่น 3 ระลอก’

เจาะลึก ‘คลื่น 3 ระลอก’ มรสุมเศรษฐกิจไทย

ระลอกที่ 1: วิกฤตราคาพลังงาน และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังกดดันเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยในไตรมาส 2 มูลค่าการนำเข้าเร่งตัวสูงขึ้น ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยพลิกกลับมาขาดดุลกว่า 600,000 ล้านบาท

สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มปริมาณการสำรองพลังงานเพื่อความมั่นคง ทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น โดยราคาที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว

ระลอกที่ 2: ต้นทุนผู้ผลิตพุ่งทั่วระบบ SME เกิดภาวะ “Double Squeeze” อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับติดลบ 0.5% ในไตรมาส 1 ขึ้นมาอยู่ที่บวก 2.7% ในไตรมาส 2 ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พุ่งสูงขึ้นถึง 8.3% สะท้อนว่าผู้ผลิตแบกรับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มไว้สูงมากและยังส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภคได้ไม่ทั้งหมด

โดยประเด็นนี้น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กหรือ SME ซึ่งกำลังเผชิญภาวะบีบคั้นสองทาง (Double Squeeze) กล่าวคือ รายได้หดตัวลงในขณะที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นรอบด้าน และไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้ง่ายในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรงลง

“SME จำนวนมากมีทุนสำรองไม่มาก อำนาจต่อรองราคาน้อยกว่า และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น เมื่อรายได้ชะลอแต่ต้นทุนขึ้น ปัญหาที่เกิดก่อนจึงมักเป็นเรื่องสภาพคล่อง ถึงแม้จะเป็นธุรกิจพื้นฐานดีก็อาจต้องลดคน ลดการลงทุน หรือถึงขั้นปิดกิจการ เพียงเพราะเงินหมุนไม่ทัน" นายสันติธาร กล่าว

ระลอกที่ 3: กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอและการบริโภคชะลอตัว ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจากระดับ 3.3% ในไตรมาสแรก ลงมาเหลือเพียง 1.9% ในไตรมาสสอง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 แสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้บริโภคชาวไทยเริ่มระมัดระวังและปรับลดสัดส่วนการใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ

"คลัง" เปิด 3 ยุทธศาสตร์: "ประคองวันนี้ เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้"

เพื่อตอบรับกับแรงกระแทกจากคลื่นทั้งสามระลอกและใช้ประโยชน์จากโอกาสการลงทุนรอบใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน กระทรวงการคลังและทีมงานได้เน้นย้ำกรอบการดำเนินนโยบายใน 3 มิติหลักที่ต้องทำควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

1. ประคองวันนี้ เน้นการดำเนินมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาค่าครองชีพและช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่ม SME เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายชั่วคราวกลายสภาพเป็นแผลเป็นเรื้อรังทางเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจต้องปิดตัว หรือเลิกจ้างแรงงาน ซึ่งปัจจุบันมาตรการพยุงเศรษฐกิจ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจในส่วนนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลจะมุ่งเน้นการปรับปรุงมาตรการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การค้ำประกันสินเชื่อ และการปรับโครงสร้างหนี้ให้สามารถกระจายตัวเข้าช่วยเหลือ SME ที่ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างแม่นยำและเจาะจงมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทายในฝั่งแรงงานนอกระบบที่ปัจจุบันอยู่ในสัดส่วนที่สูงมาก

2. เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ เร่งลดความเปราะบางด้านพลังงานในระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบซ้ำซากเมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยจะใช้เม็ดเงินจากพระราชกำหนด (พรก.) เงินกู้ในส่วนที่สองอีกจำนวน 200,000 ล้านบาท ในการผสมผสานนโยบายระหว่างการลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ต้องเร่งส่งเสริมทั้งการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการและซัพพลายเออร์ไทยสามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) นี้ด้วยตนเอง เพื่อสร้างงานและเพิ่มขีดความสามารถในประเทศด้วย

3. ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้ ในรายงานทางเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ มีด้านดีอยู่เรื่องหนึ่ง ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบกว่า 13 ปี โดยเฉพาะยอดนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวกว่า 16.6% สะท้อนว่าไทยยังคงได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการย้ายห่วงโซ่อุปทาน และระบบนิเวศของเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรม Green Economy

ไทยต้องใช้โอกาสนี้วางสถานะตัวเองเป็น “Trusted Connector” หรือฐานการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือสำหรับนักลงทุนจากหลากหลายประเทศท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งนี้ ภาครัฐและคณะทำงานด้านการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม (Investment and Industrial Transformation) ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จะร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว

จากเดิมที่เน้นวัดผลเฉพาะยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ไปสู่การวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดในเศรษฐกิจจริงภายในประเทศช่วงเวลา 3-5 ปี (Local Value-added) เช่น การพัฒนาทักษะวิศวกรไทยระดับสูง การร่วมมือทำวิจัยและพัฒนา (R&D) และการดึง SME ไทยเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้อย่างแท้จริง