วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

‘เครดิตเทอม’ ชี้ชะตา SME ลุยงัดข้อผู้ประกอบการรายใหญ่

“สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย” หนุนภาครัฐแก้ปัญหาเครดิตเทอม หลังผู้ประกอบการรายใหญ่ ห้างค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ เมินไกด์ไลน์ กขค.ยืดจ่ายเงินค่าสินค้า 120-180 วัน กลุ่มเกษตรกรบางรายเจอหนักยืดจ่าย 1 ปี กระทบสภาพคล่อง พร้อมส่งสัญญาณ SME เข้าถึงสินเชื่อติดลบต่อเนื่อง 16 ไตรมาส หันพึ่งหนี้นอกระบบประคองตัว เสนอเร่งปฏิรูปยุทธศาสตร์ฟื้นฟูพ้นวงจรหนี้

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มีมติวันที่ 17 ส.ค.2569 เห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่กับ SME

ทั้งนี้ มีบทลงโทษทางปกครองปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่ทำความผิด โดยอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นและคาดมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ก.ย. 2569

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะอนุกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัญหาสภาพคล่องเป็นอุปสรรคสำคัญของ SME แม้ว่าที่ผ่านมา กขค.ออกประกาศกำหนดระยะเวลาชำระเงิน (Credit Term) สำหรับ SME และเกษตรกรตั้งแต่ปี 2564

แต่มีข้อร้องเรียนถึงสมาพันธ์ฯ พบ SME รายย่อยในกลุ่มแพลตฟอร์ม, ค้าปลีก-ค้าส่ง, ธุรกิจขนส่ง, และเกษตรกร ยังได้รับผลกระทบหนักเพราะกติกาไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ปัจจุบันตามที่ กขค.กำหนดได้แบ่งสัดส่วน Credit Term เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรที่กำหนดชำระเงินไม่เกิน 30 วัน และกลุ่ม SME กำหนดไม่เกิน 45 วัน แต่ยังคงร้องเรียนถูกยืดเวลาเครดิตเทอมไป 120 วัน หรือ 180 วัน และกลุ่มเกษตรกรบางรายพบว่าต้องรอ 1 ปีจึงจะได้รับชำระเงินค่าสินค้า

กับดักผลักเอสเอ็มอีสู่หนี้นอกระบบ

นายแสงชัย กล่าวว่า ภาระต้นทุนทางการเงินส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความอยู่รอดของเอสเอ็มอี โดย หากเอสเอ็มอีรายหนึ่งมียอดขายสินค้าให้กับคู่ค้าขนาดใหญ่เดือนละ 1 ล้านบาท แต่ต้องเจอกับเงื่อนไขเครดิตเทอม 90 วัน

กล่าวคือ ผู้ประกอบการรายนั้นจะต้องมีเงินหมุนเวียนสำรองสูงถึง 4 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินค่าสินค้าที่รอการชำระเงิน 3 เดือนเป็นเงินจำนวน 3 ล้านบาท รวมกับเงินทุนสำรองสำหรับเดินหน้าผลิตสินค้าในเดือนปัจจุบันอีก 1 ล้านบาท

“SME ที่มีข้อจำกัดเข้าถึงแหล่งทุนกลับถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาสภาพคล่อง บังคับให้ผู้ประกอบการต้องกู้หนี้นอกระบบมาหมุนเวียนรับออเดอร์แม้ดอกเบี้ยสูงเพราะกลัวเสียโอกาสการค้า โดยหวังว่าส่วนต่างกำไรจะช่วยจุนเจือรายจ่ายดอกเบี้ย”

3 ข้อเสนอ ปฏิรูป “เครดิตเทอม”

ทั้งนี้ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เห็นว่าเพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบ่งปันที่เท่าเทียมและลดต้นทุนการเงินจึงเสนอ 3 ประเด็น ร่วมกับสำนักงาน กขค.เพื่อปรับปรุงกลไกเครดิตเทอม ดังนี้

1. การปรับปรุงช่องทางการสื่อสาร โดยรัฐต้องเปลี่ยนวิธีการถ่ายทอดมาตรฐานและกฎเกณฑ์ทางการค้าให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและย่อยข้อมูลเป็นระบบเพื่อให้ SME เข้าใจสิทธิ์ตนเองได้เร็ว

2. การเพิ่มบทลงโทษ เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา ประกาศเดิมเป็นเพียงแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่มีบทลงโทษทำให้คู่ค้าขนาดใหญ่เลือกจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การกำหนดโทษปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิดจะลดการเอาเปรียบทางการค้า

3. การพัฒนากลไกตรวจติดตามและสัญญาที่เป็นธรรม ต้องตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นระบบและรักษาความลับ โดยเสนอนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เข้ามาประยุกต์ใช้

นอกจากนี้ ต้องควบคุมสัญญาที่เป็นธรรมเนื่องจาก SME จำนวนมากเผชิญแรงกดดันหนักจากคู่ค้ารายใหญ่ ทั้งการเก็บค่าปรับไม่เป็นธรรม การบังคับลดราคาสินค้าหรือบังคับทำโปรโมชั่นร่วม รวมถึงการลอกเลียนแบบหรือผลิตสินค้าแบรนด์ตัวเอง (House Brand) แข่งกับผู้ประกอบการ ซึ่ง SME จำใจยอมรับกติกาเพราะไม่มีทางเลือก

“ธุรกิจปัจจุบันพูดถึง ESG เป็นจุดเริ่มต้นการยกระดับสู่ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจยั่งยืน โดยเริ่มต้นจากธรรมาภิบาลและใจเขาใจเรา หากคู่ค้าขนาดใหญ่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายหันมาให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกติกาเครดิตเทอมที่เป็นธรรมจะพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้ โดยไม่ปล่อยให้รายเล็กล้มหายตายจาก” นายแสงชัย กล่าว

SME บนทางแพร่ง ปัญหาสภาพคล่อง-ต้นทุน

นายแสงชัย กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจ โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุยอดปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SME หดตัวติดลบต่อเนื่อง 16 ไตรมาส โดยติดลบมากกว่า 5% ทำให้ผู้ประกอบการหาแหล่งเงินทุนยากขึ้น

ขณะที่มี SME เพียง 30% ที่ใช้แหล่งทุนในระบบเพียงอย่างเดียว ส่วนอีก 40% กู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบควบคู่กัน และที่เหลือ 20-23% ต้องพึ่งหนี้นอกระบบอย่างสิ้นเชิงเพื่อประคองธุรกิจ ซึ่งนับว่าอันตรายอย่างยิ่งเพราะเมื่อ SME แบกรับดอกเบี้ยไม่ไหว ปริมาณหนี้เสีย (NPL) จะเพิ่มขึ้น

“SME เดินบนทางแพร่งที่อันตราย คือ รายได้ลดแต่ต้นทุนพุ่งสูงสวนทาง โดยเฉพาะจากการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นรายจ่ายประจำของธุรกิจ แม้การเพิ่มค่าแรงเป็นเรื่องดี แต่หากธุรกิจไม่สามารถเพิ่มราคาขายหรือยอดขายได้ รวมถึงไม่ยกระดับผลิตภาพแรงงานควบคู่ ผู้ประกอบการจะต้องรับภาระจนสายป่านขาดในที่สุด”

4 ยุทธศาสตร์ ผ่าทางตัน หลุดพ้นวงจรหนี้

นายแสงชัย เน้นย้ำว่า หากภาครัฐยังดำเนินนโยบายในรูปแบบเดิมเหมือนที่ผ่านมา จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทางช่วยเหลือเชิงโครงสร้าง 4 ด้านหลักที่สอดคล้องกับหลัก “ทำน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มาก” ประกอบด้วย

1. สร้างระบบพี่เลี้ยงเทคโนโลยี ร่วมมือรัฐ-เอกชน ยกระดับผู้ประกอบการและแรงงานในสถานประกอบการให้เข้าใจและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ AI ได้ถูกต้องมีการวิเคราะห์เจาะลึกแต่ละธุรกิจเพื่อให้คำแนะนำด้านเทคโนโลยีหรือดิจิทัลที่เหมาะสม

2. ดึงทุนต่างชาติเชื่อมโยงรายย่อย ซึ่งนอกจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แล้วต้องผลักดันการลงทุนทางตรงในประเทศ (TDI) ควบคู่ด้วยผ่านสิทธิประโยชน์การจัดซื้อจัดจ้าง SME โดยดึง SME ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนมาตรฐานเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น สร้างผู้ชนะในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ควบคู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG และ S-Curve

3. สร้างแพลตฟอร์มแห่งชาติ ได้แก่ แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวสำหรับจองโรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร,แพลตฟอร์มคอมเมิร์ซสร้างโอกาสการแข่งขันให้สินค้าไทย,แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ใช้ระบบโลจิสติกส์ท้องถิ่นในราคายุติธรรม ป้องกันการผูกขาด และลดการสูญเสียรายได้ออกนอกประเทศจากการพึ่งพิงแพลตฟอร์มต่างชาติ

4. ปฏิรูปโครงสร้างภาษีทบทวนการจัดเก็บภาษี เช่น ปฏิรูปภาษีเหมาจ่ายสะท้อนรายได้แท้จริงแทนการใช้ดุลยพินิจ และทบทวนการเก็บภาษี VAT ดึงดูด SME นอกระบบให้มาอยู่ในระบบและให้การจัดเก็บรายได้รัฐมีประสิทธิภาพขึ้น

รวมทั้งต้องสร้างแรงจูงใจให้ SME เข้าระบบภาษีผ่านนวัตกรรมทางการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการรีไฟแนนซ์ รวมถึงเปลี่ยนนโยบายการอนุมัติสินเชื่อจากเดิมเน้นปฏิเสธทันทีมาเป็นช่วยเตรียมพร้อมพัฒนาทักษะ เช่นการทำบัญชี, การสร้างแบรนด์ และวางแผนธุรกิจ ก่อนจัดส่งเข้าพิจารณาสินเชื่อรอบใหม่