วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน 2569

Login
Login

‘สมาพันธ์ SME’ ดันปฏิรูป ‘เครดิตเทอม’ เพิ่มบทลงโทษ-กติกาการค้าเป็นธรรม

“สมาพันธ์ SME” หนุน กขค. เร่งบังคับใช้ร่างประกาศ “เครดิตเทอม” ต้นเดือน ก.ย. 2569 เพิ่มลงโทษทางปกครอง ปรับ 10% ของรายได้ในปีที่ทำผิด แก้ปัญหารายใหญ่ยืดชำระเงินนาน 120-180 วัน ผลัก SMEs แบกรับต้นทุนจนต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ พร้อมเสนอ 3 กลไกปฏิรูป สื่อสารเข้าใจง่าย-ลงโทษเด็ดขาด-ตรวจสอบเป็นธรรม

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 มีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เปิดทางสำนักงาน กขค. ดำเนินการลงโทษทางปกครองได้ทันที กำหนดโทษปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด คาดมีผลบังคับใช้ต้นเดือน ก.ย. 2569

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะอนุกรรมการการแข่งขันทางการค้า ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัญหาสภาพคล่องการเงินถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของเอสเอ็มอีไทย แม้ว่าที่ผ่านมา กขค. จะมีการออกประกาศกำหนดระยะเวลาการชำระเงิน (Credit Term) สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเกษตรกรมาตั้งแต่ช่วงปี 2564 นับเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว 

โดยจากการลงพื้นที่รับข้อร้องเรียนของสมาพันธ์ฯ ผ่านคลินิกเคลื่อนที่ (Mobile Clinic) ในจังหวัดต่าง ๆ พบว่า สถานการณ์เอสเอ็มอีรายย่อยในกลุ่มแพลตฟอร์ม, ค้าปลีก-ค้าส่ง, ธุรกิจขนส่ง, และเกษตรกร ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากกติกาดังกล่าวยังไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง 

 

โดยหลักเกณฑ์ในปัจจุบันตามที่ กขค. กำหนดไว้ ได้แบ่งสัดส่วนของเครดิตเทอมออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรที่กำหนดระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน และกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ที่กำหนดไม่เกิน 45 วัน 

ทว่าในความเป็นจริง ผลสัมฤทธิ์หรือตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบายนี้ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ผู้ประกอบการหลายรายยังคงร้องเรียนว่าถูกยืดเวลาเครดิตเทอมไปยาวนานถึง 120 วัน หรือ 180 วัน และสำหรับกลุ่มเกษตรกรบางรายพบว่าต้องรอนานกว่าหนึ่งปีจึงจะได้รับชำระเงินค่าสินค้า

กับดักผลักเอสเอ็มอีสู่หนี้นอกระบบ

นายแสงชัย กล่าวต่อไปว่า ภาระต้นทุนทางการเงินส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความอยู่รอดของเอสเอ็มอี โดย หากเอสเอ็มอีรายหนึ่งมียอดขายสินค้าให้กับคู่ค้าขนาดใหญ่เดือนละ 1 ล้านบาท แต่ต้องเจอกับเงื่อนไขเครดิตเทอม 90 วัน 

กล่าวคือ ผู้ประกอบการรายนั้นจะต้องมีเงินหมุนเวียนสำรองสูงถึง 4 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินค่าสินค้าที่รอการชำระเงิน 3 เดือนเป็นเงินจำนวน 3 ล้านบาท รวมกับเงินทุนสำรองสำหรับเดินหน้าผลิตสินค้าในเดือนปัจจุบันอีก 1 ล้านบาท

“เอสเอ็มอีที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบอยู่เดิม กลับถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาสภาพคล่อง บังคับให้ผู้ประกอบการต้องวิ่งเต้นกู้หนี้นอกระบบเข้ามาหมุนเวียนรับออเดอร์ แม้รู้ว่าดอกเบี้ยสูงแต่ก็จำต้องทำ เพราะกลัวสูญเสียโอกาสทางการค้า โดยหวังว่าส่วนต่างกำไรจะช่วยจุนเจือรายจ่ายดอกเบี้ย” 

3 ข้อเสนอ ปฏิรูป “เครดิตเทอม” สร้างการค้าเท่าเทียม

เพื่อเป็นการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบ่งปันที่เท่าเทียมและลดต้นทุนทางการเงินที่ไร้เหตุผลของเอสเอ็มอี สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจึงได้เสนอ 3 ประเด็นสำคัญร่วมกับสำนักงาน กขค. เพื่อปรับปรุงกลไกเครดิตเทอมให้สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ดังนี้

1. การปรับปรุงช่องทางการสื่อสาร (Communication): รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการถ่ายทอดมาตรฐานและกฎเกณฑ์ทางการค้าต่าง ๆ ให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและย่อยข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เอสเอ็มอีทั่วประเทศสามารถเข้าถึงและเข้าใจสิทธิ์ของตนเองได้อย่างรวดเร็ว โดยอาจร่วมมือกับสื่อมวลชนชั้นนำในการร่วมเป็นกระบอกเสียง 

2. การเพิ่ม "บทลงโทษ" ทางกฎหมาย (Penalties): ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ประกาศเดิมเป็นเพียงแนวปฏิบัติทางการค้า (Market Conduct / Code of Conduct) ที่ไม่มีบทลงโทษชัดเจน ทำให้คู่ค้าขนาดใหญ่เลือกที่จะปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การกำหนดโทษปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด จะช่วยลดการเอาเปรียบทางการค้าลงได้

3. การพัฒนากลไกตรวจติดตามและสัญญาที่เป็นธรรม (Monitoring & Fair Contracts): ต้องจัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นระบบและรักษาความลับอย่างเข้มงวด มีขั้นตอนการสอบสวนหาเหตุผลที่ชัดเจน รวมถึงรายงานความคืบหน้าให้ผู้ร้องเรียนทราบ โดยเสนอให้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลเช่น "ทราฟฟี่ฟองดูว์" (Traffy Fondue) เข้ามาประยุกต์ใช้ 

นอกจากนี้ ต้องมีการควบคุมสัญญาที่เป็นธรรม เนื่องจากปัจจุบันเอสเอ็มอีจำนวนมากเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากคู่ค้ารายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บค่าปรับอย่างไม่เป็นธรรม การบังคับลดราคาสินค้าหรือบังคับทำโปรโมชั่นร่วม ไปจนถึงการลอกเลียนแบบหรือผลิตสินค้าแบรนด์ตัวเอง (House Brand) ขึ้นมาแข่งกับผู้ประกอบการ ซึ่งเอสเอ็มอีจำใจต้องยอมรับกติกาเพราะไม่มีทางเลือกในการค้าขาย 

“ธุรกิจในปัจจุบันเราพูดกันมากเรื่อง ESG ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับสู่ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยเริ่มต้นจากเรื่องธรรมาภิบาล และใจเขาใจเรา หากคู่ค้าขนาดใหญ่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายหันมาให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกติกาเครดิตเทอมที่เป็นธรรม เราก็จะสามารถพาเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ปล่อยให้รายเล็กล้มหายตายจาก” นายแสงชัย กล่าวในตอนท้าย