สศช. เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เต็มสูบ ล่าสุดเปิดบ้านต้อนรับ รองเลขาธิการ OECD ร่วมหารือความคืบหน้าการประเมินทางเทคนิค พร้อมกางแผนขอรับการสนับสนุน 6 ด้านสำคัญ หวังยกระดับมาตรฐานประเทศ ตั้งเป้าทะลุด่านเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571
KEY POINTS
- สภาพัฒน์ฯ หารือกับผู้บริหาร OECD เพื่อขอรับการสนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพใน 6 ด้านสำคัญ สำหรับการเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571
- 6 ประเด็นหลักที่ไทยต้องการความร่วมมือ ได้แก่ การต่อต้านการให้สินบน, นโยบายการลงทุน, การพัฒนาทุนมนุษย์, การเปลี่ยนผ่านสีเขียว, ปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล, และความครอบคลุมทางสังคม
- อุปสรรคสำคัญคือการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน ซึ่งไทยต้องเร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด
ประเทศไทยมีเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 โดยหลังจากที่ได้ยื่นสมัครเข้าเป็นสมาชิกไปแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการประเมินทางเทคนิค โดย หน่วยงานไทยอยู่ระหว่างการตอบแบบสอบถาม และให้ข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับสำนักเลขาธิการ OECD ที่เดินทางมายังประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเดินหน้าแก้ไขกฎหมายที่สำคัญเพื่อให้สามารถเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ได้ในอนคต
เมื่อไม่นานมานี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สศช. ได้ให้การต้อนรับนายฟรานติเช็ก รูซิกกา (Mr. Frantisek Ruzicka) รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และคณะ โดยมีการหารือความคืบหน้าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในโอกาสเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
เลขาธิการ สศช. กล่าวถึงความคืบหน้าของไทยในขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค โดยปัจจุบัน หน่วยงานไทยอยู่ระหว่างการตอบแบบสอบถาม และให้ข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับสำนักเลขาธิการ OECD ที่เดินทางมายังประเทศไทย โดยทุกหน่วยงานมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกับ OECD นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมสำนักเลขาธิการ OECD ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือหน่วยงานไทยในการประเมินทางเทคนิค รวมทั้งประเทศสมาชิก OECD เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ (Capacity Building) ให้กับหน่วยงานไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังมีข้อห่วงกังวลและประสงค์ให้ OECD ช่วยเร่งรัดกระบวนการ โดยเฉพาะการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Anti-Bribery Convention) ซึ่งไทยจะต้องเข้าเป็นภาคีให้ได้ก่อน จึงจะสามารถได้รับการประเมินทางเทคนิคจากคณะทำงานว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 25 คณะกรรมการที่ประเมินการเข้าเป็นสมาชิกของไทย โดยปัจจุบัน สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขร่างกฎหมายและกฎระเบียบ 3 ฉบับ ได้แก่
1.การแก้ไขปรับปรุงฐานความผิดเรื่องการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขของ ป.ป.ช.
2.การแก้ไขปรับปรุงฐานความผิดของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของป.ป.ช.
และ 3.การออกฎหมายเรื่องการห้ามนำค่าใช้จ่ายที่เป็นสินบนไปหักรายจ่ายภาษี ซึ่งกฎหมายฉบับนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพากร
ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับสอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว อาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการเนื่องจากเป็นการแก้ไขกฎหมายที่มีขั้นตอนต้องดำเนินการค่อนข้างมาก
รองเลขาธิการ OECD กล่าวชื่นชมที่ไทยกำหนดเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้สามารถเร่งรัดและติดตามการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และย้ำว่ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของไทยได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีต่อการดำเนินงานในภาพรวม อย่างไรก็ตาม การประเมินทางเทคนิคเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน และมีความท้าทายมากที่สุดขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก จึงแนะนำให้ไทยสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้มากที่สุด เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม รวมถึงการพิจารณาส่งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว (Secondment) ณ สำนักงานใหญ่ OECD เพื่อเรียนรู้การทำงานและสร้างปฏิสัมพันธ์กับ OECD มากยิ่งขึ้น โดย OECD ยินดีให้การสนับสนุนและเป็น Partner กับไทยตลอดกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก
ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ 6 ด้าน เพื่อขอรับการสนับสนุนจาก OECD และประเทศสมาชิก OECD เพื่อจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพให้กับหน่วยงานไทย ได้แก่
1.การต่อต้านการให้สินบน
2.นโยบายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ
3.การพัฒนาทุนมนุษย์และการศึกษา
4.ความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว
5.ปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล
และ 6.ความครอบคลุมทางสังคม โดย OECD และประเทศสมาชิกยินดีให้การสนับสนุน โดยเฉพาะประเด็นด้านความครอบคลุมทางสังคม ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญร่วมระหว่าง OECD กับประเทศอาเซียน
ทั้งนี้ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่าไทยมีนโยบายให้ความสำคัญกับแรงงานนอกระบบที่มีความเปราะบาง เช่น พนักงานส่งอาหาร ผู้รับจ้างทำงานชั่วคราว (Gig Worker) ผ่านการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ให้มีความมั่นคงและปลอดภัยในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยมากขึ้น
ซึ่งรองเลขาธิการ OECD แนะนำให้ไทยสามารถรับความช่วยเหลือและข้อแนะนำจากประเทศสมาชิก OECD เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร แคนาดา และโปแลนด์ ซึ่งมีนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดีในด้านดังกล่าว เพื่อยกระดับนโยบายแรงงานนอกระบบ และเสริมสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก OECD ต่อไป





