ขสมก. เตรียมยุติการให้บริการรถเมล์ร้อน (ครีมแดง) ทั่วกรุงเทพฯ โดยจะนำรถโดยสารไฟฟ้า (EV) ใหม่จำนวน 1,520 คันมาให้บริการทดแทนทั้งหมด
KEY POINTS
- ขสมก. เตรียมยุติการให้บริการรถเมล์ร้อน (ครีมแดง) ทั่วกรุงเทพฯ โดยจะนำรถโดยสารไฟฟ้า (EV) ใหม่จำนวน 1,520 คันมาให้บริการทดแทนทั้งหมด
- รถเมล์ EV ใหม่จะทยอยส่งมอบในเดือน มี.ค.2570 และครบภายในเดือน พ.ค. 2570 โดยจะเริ่มให้บริการในเส้นทางเขตเมืองและย่านธุรกิจเป็นหลักในระยะแรก
- รถโดยสารใหม่เป็นรถปรับอากาศแบบชานต่ำ (Low Floor) สีฟ้า มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ที่ชาร์จ USB-C ทางลาดสำหรับวีลแชร์ และเครื่องกรองฝุ่น PM2.5
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ประกาศไตรมาส 2 ปีหน้า ปิดตำนาน “รถเมล์ร้อน” หลังจากเดินหน้าโครงการการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (Electric Vehicle : EV) จำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงิน 14,905 ล้านบาท ซึ่งได้ลงนามกับ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ผู้ชนะการประมูล ไปเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 และได้ส่งมอบหนังสือให้เริ่มงาน เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2569
ล่าสุดนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นำคณะสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อติดตามความคืบหน้าการประกอบรถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คัน โดยภายหลังการตรวจสอบ มั่นใจว่าจะมีการส่งมอบรถโดยสารได้ตามแผนงานกำหนดไว้ แบ่งเป็น
- เดือน มี.ค. 2570 รับมอบ 500 คัน
- เดือน เม.ย.2570 รับมอบ 500 คัน
- เดือน พ.ค.2570 รับมอบ 520 คัน
ทั้งนี้ ปัจจุบันชิ้นส่วนประกอบหลักของรถ 40 คันแรกได้มาถึงโรงงานผลิตของบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด (Absolute Assembly Co., Ltd.) (AAB ) อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีศักยภาพสูงสุดถึงวันละ 15 คัน โดย ขสมก. ได้กำหนดแผนการผลิตขั้นต่ำไว้ที่ 12 คันต่อวัน
“ปัจจุบันมีการประกอบรถตัวอย่าง (Demo) เสร็จสิ้นแล้ว 2 คัน เพื่อนำมาทดสอบระบบความปลอดภัย ความเหมาะสมของสภาพถนน และให้พนักงานขับรถได้ทดลองสร้างความคุ้นเคยก่อนให้บริการจริง ซึ่งคาดว่าภายหลังรับมอบรถโดยสาร จะใช้เวลาทดสอบราว 2 สัปดาห์จึงจะเริ่มให้บริการ”
สำหรับการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารเป็น EV ครั้งนี้ ขสมก.มีแผนจะนำมาให้บริการทดแทนรถโดยสารธรรมดา (ครีมแดง) เดิมจำนวน 1,520 คัน ปิดตำนานรถเมล์ร้อน เพื่อยกระดับการให้บริการเป็นรถปรับอากาศพลังงานสะอาดทั้งหมดตามนโยบายรัฐบาล โดยระยะแรกจะบรรจุรถในสายการเดินรถเกือบ 50 เส้นทาง จากทั้งหมด 107 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการปฏิรูป เน้นพื้นที่เขตเมือง และย่านธุรกิจ (CBD) อย่างสีลม บางรัก คลองเตย และพระราม 4 รวมถึงกลุ่มเส้นทางเชื่อมต่อชานเมือง
นอกจากนี้ ขสมก. ได้จัดทำแผนจัดหารถโดยสาร EV ระยะที่ 2 จำนวน 800 คัน วงเงินประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันแผนงานดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากได้รับการอนุมัติจะสามารถเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างได้ทันที คาดการณ์ว่าจะสามารถรับมอบรถและเริ่มนำมาวิ่งให้บริการแก่ประชาชนได้ภายในช่วงปี 2571
สำหรับรถโดยสารประจำทาง EV ถือเป็นระบบขนส่งรูปแบบใหม่ที่จะช่วยให้ต้นทุนการดำเนินงานของ ขสมก.ดีขึ้น และพ้นวิกฤตฟื้นฟูองค์กร เนื่องจากเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าประมาณ 60% จากเดิมที่เป็นค่าน้ำมันดีเซลปีละ 1,800 – 2,000 ล้านบาท เมื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าจะเหลือค่าใช้จ่ายเพียง 35-40% หรือประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี
ดังนั้นเมื่อรวมกับการปรับลดบุคลากรในอนาคตจากการใช้ระบบจัดการการเดินรถที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีก 900 ล้านบาท ทำให้คาดว่า ขสมก. จะสามารถประหยัดต้นทุนการดำเนินงานได้รวมกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี
สำหรับสเปคของรถโดยสาร EV ที่จะนำมาให้บริการประชาชนมีจุดเด่น อาทิ
- รถโดยสารปรับอากาศชั้นเดียว แบบชานต่ำ (Low Floor) สีฟ้า
- ที่นั่งผู้โดยสารไม่น้อยกว่า 31 ที่นั่ง (รวมเบาะพับไม่น้อยกว่า 2 ที่นั่ง)
- ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ทำความเร็วสูงสุดได้ไม่น้อยกว่า 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กไอออนฟอสเฟต ชาร์จไฟเต็มสามารถวิ่งระยะทางได้ไม่ต่ำกว่า 200 กิโลเมตร
- ประตูฉุกเฉิน อยู่บริเวณด้านขวาช่วงตั้งแต่กลางถึงท้ายรถ
- ด้านข้างมีทางออกฉุกเฉิน
- มีถังดับเพลิงอย่างน้อย 4 เครื่อง
- ช่องระบายอากาศบนหลังคาไม่น้อยกว่า 2 ช่อง พร้อมอุปกรณ์กรองฝุ่น PM2.5
- ติดตั้งพอร์ต USB-C ภายในตัวรถ และบริเวณที่นั่งพนักงานขับรถ
- ติดตั้ง sensor เตือนสิ่งกีดขวางด้านหลังรถ
- มีทางลาด (ramp) สำหรับรถเข็นวิลแชร์
- พื้นที่จอดรถเข็นวิลแชร์ในรถ พร้อมอุปกรณ์ยึดรถเข็น
- กริ่งพิเศษบริเวณที่นั่งวิลแชร์





