หอการค้า เปิดโรดแมปขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานใต้ ชูจุดแข็งเส้นทางวัฒนธรรมและอารยธรรมเชื่อมโยงภูมิภาค พร้อมเดินหน้า "ศรีสะเกษโมเดล" ผสานพลังคนรุ่นใหม่กับผู้ผลิต OTOP นำเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจชุมชน
KEY POINTS
- จังหวัดศรีสะเกษขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแนวคิด "S" หรือ "Sound" โดยใช้ดนตรีและภาพยนตร์เป็นสื่อกลางในการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งมีภาพยนตร์ซีรีส์ "ไทบ้าน" เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ขยายสู่ระดับสากล
- มีการผลักดันนโยบาย "Sport Tourism" ผ่านการจัดกิจกรรมกีฬาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน ซึ่งช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนจากการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่
- โมเดลนี้ช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายใหญ่ ให้สามารถเติบโตและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาไปพร้อมกัน
- แนวคิดดังกล่าวเป็นการผสมผสานมิติทางสังคม เทคโนโลยี และซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคงสู่เวทีโลก
วันนี้ (3 ก.ย.) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ หอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ จับมือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และ "กรุงเทพธุรกิจ" จัดงานเสวนา Co-Creating Isan’s Future : ปักหมุด โอกาสใหม่ให้ SMEs ท้องถิ่น ภายในงาน “Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น: ISAN LANDING”
นายสฤษฏ์ นาควารินทร์ เลขาธิการหอการค้ากลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง 2 และประธานที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยในงานเสวนาหัวข้อ "ISAN South Synergy: เชื่อมพลัง..ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานใต้สู่เวทีโลก" ว่า พื้นที่กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง 2 มีจุดแข็งสำคัญคือ "วัฒนธรรมและอารยธรรม" ที่เชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบกับคนอีสานมีจุดเด่นด้านมิตรภาพ ความจริงใจ และการสื่อสารประสานความร่วมมือระหว่างกันเป็นเนื้อเดียว
นอกจากนี้ ภูมิภาคนี้ยังมีต้นทุนทางพุทธศาสนาและแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น โดยเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีจำนวนวัดมากที่สุดในประเทศ อาทิ นครราชสีมา ครองอันดับ 1 และอุบลราชธานี อยู่ในอันดับ 3 ซึ่งถือเป็นแต้มต่อสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ
ผสานพลังสองเจน ทางรอดธุรกิจชุมชน OTOP
นายสฤษฏ์ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น OTOP ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้อาวุโสที่มีฝีมือและความเชี่ยวชาญดั้งเดิม แต่ยังขาดทักษะด้านเทคโนโลยีและความรู้สมัยใหม่ ว่าทางออกสำคัญคือการดึง "คนรุ่นใหม่" กลับมามีส่วนร่วมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในบ้านเกิด โดยเสนอให้ผู้ผลิตรุ่นแม่มุ่งเน้นเฉพาะขั้นตอนการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ขณะที่มอบหมายให้ลูกหลานเข้ามาดูแลงานด้านเทคโนโลยีและการตลาดแทน
"เด็กรุ่นใหม่มีทักษะและแนวคิดการทำงานที่ชาญฉลาด ขยับตัวน้อยแต่ได้ผลลัพธ์สูง เราต้องให้ความสำคัญกับพวกเขา ให้ผลตอบแทนกับสิ่งที่เขามีอยู่ สนับสนุนเครื่องมือที่เขาอยากได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ แล้วดึงสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในการทำงานหาเงิน ซึ่งจะช่วยให้เทคโนโลยีและการปฏิบัติงานแบบดั้งเดิมเติบโตควบคู่กันไปได้" นายสฤษฏ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้เกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาช่วยเกษตรกรรุ่นเดิมค้นหาช่องทางและโอกาสใหม่ ๆ ในการสร้างรายได้ตลอดทั้งปี อาทิ การหาตลาดสำหรับผลผลิตเสริมหรือสินค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากการขายข้าวเพียงอย่างเดียว แนวทางนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มช่องทางทำมาหากินแล้ว ยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เลือกอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวและพัฒนาธุรกิจในท้องถิ่นของตนเอง
"ชูซอฟต์พาวเวอร์" ขยายโอกาสทุนท้องถิ่น
นอกเหนือจากการจับคู่ศักยภาพของคนสองรุ่นแล้ว จังหวัดศรีสะเกษยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการสร้างแบรนด์ด้วยแนวคิด "S" หรือ "Sound" คือเสียงดนตรีและภาพยนตร์ เพื่อดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นออกมานำเสนอในรูปแบบใหม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความสำเร็จของภาพยนตร์ซีรีส์ "ไทบ้าน" ซึ่งปัจจุบันภาคต่อ "ไทบ้าน 3" ได้เปิดกล้องและยกกองถ่ายทำทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคอีสาน รวมถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สะท้อนศักยภาพของซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นที่สามารถขยายตัวสู่เวทีสากลได้อย่างเด่นชัด
ขณะเดียวกัน ในมิติด้านการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดศรีสะเกษได้ผลักดันนโยบาย "Sport Tourism" หรือการจัดกิจกรรมกีฬาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนจากภายนอกเข้ามาในจังหวัด ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถจำหน่ายสินค้าได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มองเห็นโอกาสก็สามารถขยายขอบเขตการลงทุนและขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้นได้เช่นกัน
นายสฤษฏ์ กล่าวเน้นย้ำว่า แนวคิดและวิธีปฏิบัติเหล่านี้ถือเป็นชุดงานที่ให้ความสำคัญกับทั้งมิติด้านสังคม เทคโนโลยี และซอฟต์พาวเวอร์ควบคู่กัน เพื่อเตรียมความพร้อมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคง และก้าวสู่เวทีระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม
"รางคู่" เชื่อมห่วงโซ่คุณค่าท้องถิ่นสู่ตลาดจีน
นายสฤษฏ์ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานระบบรางคู่ที่กำลังก่อสร้างและขยายตัวในภูมิภาค ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) จากระดับท้องถิ่นไปจนถึงตลาดจีน ทำให้สินค้าและผลผลิตของอีสานใต้มีช่องทางกระจายสินค้าที่เร็วขึ้นและต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำลง เปิดประตูสู่การค้าระหว่างประเทศได้กว้างขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้ แนวทางการเติบโตอย่างเท่าเทียมระหว่างจังหวัดใหญ่และจังหวัดเล็ก ภายใต้แนวคิด "โมเดลคนตัวเล็กและคนตัวใหญ่" ที่มุ่งให้ผู้ประกอบการทุกขนาดได้รับประโยชน์จากการพัฒนาไปพร้อมกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมทั้งผลักดันการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนใน 8 จังหวัดของกลุ่มอีสานใต้ เพื่อร่วมกันทลายข้อจำกัดเชิงระบบของภาครัฐ และสร้างพลังต่อรองที่เข้มแข็งขึ้นในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว





