"หอการค้าไทย" เปิดยุทธศาสตร์พัฒนาอีสานใต้ ชูจุดแข็ง "คน-ทำเล" ผลักดันโมเดล "นครชัยบุรินทร์" ปิดจุดอ่อนโครงข่ายตะวันออก-ตะวันตก พร้อมเปลี่ยนบทบาทอุบลราชธานี จาก "ปลายทาง" สู่ "ต้นทาง" การค้าเชื่อมอินโดจีน
KEY POINTS
- เสนอให้ปรับมุมมองต่อจังหวัดอุบลราชธานี จากเดิมที่เป็นจังหวัดปลายทางสุดเขตแดน ให้กลายเป็น "ต้นทาง" แห่งโอกาสในการเปิดประตูการค้าและการท่องเที่ยวสู่ตลาดอินโดจีนและนานาชาติ
- ชี้ให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมที่ผ่านมาซึ่งเน้นแกนเหนือ-ใต้ ทำให้ภาคอีสานใต้ขาดโครงข่ายเชื่อมโยงในแนวตะวันออก-ตะวันตกจากนครราชสีมาไปยังอุบลราชธานี
- กำหนดบทบาทให้อุบลราชธานีเป็นด่านแรกในการเปิดตลาดสู่อินโดจีน ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และเกษตรมูลค่าสูง
- ยุทธศาสตร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน "ISAN South Synergy" ที่จะเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัด "นครชัยบุรินทร์" (นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์) เข้ากับกลุ่มอีสานตอนล่าง 2 (รวมอุบลราชธานี) เพื่อสร้างโครงข่ายเศรษฐกิจที่สมบูรณ์
- เสนอให้เลิกมองความเจริญแยกเป็นรายจังหวัด แต่ให้มองเป็นคลัสเตอร์ที่เกื้อกูลกัน โดยให้นครราชสีมาเป็นประตูหลักเชื่อมภาคกลาง และอุบลราชธานีเป็นประตูสู่อินโดจีน
วันนี้ (3 ก.ย.) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ หอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ จับมือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และ "กรุงเทพธุรกิจ" จัดงานเสวนา Co-Creating Isan’s Future : ปักหมุด โอกาสใหม่ให้ SMEs ท้องถิ่น ภายในงาน “Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น: ISAN LANDING”
ดร.ณัชอิสร์ ศรีสุขพรชัย กรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 กล่าวในหัวข้อ ISAN South Synergy: เชื่อมพลัง...ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานใต้สู่เวทีโลก ว่า จุดแข็งสำคัญของภูมิภาคอีสานใต้อยู่ที่ทรัพยากรมนุษย์และทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับพื้นที่โดยรอบ โดยภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ ขณะที่อีสานใต้เองก็มีสัดส่วนประชากรที่สูงเมื่อเทียบกับภาคอีสานทั้งหมด ถือเป็นต้นทุนสำคัญด้านทรัพยากรมนุษย์ของภูมิภาค
"โคราช" ประตูเชื่อมสู่สากล
ดร.ณัชอิสร์ กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมา ทำหน้าที่เป็นประตูสำคัญที่เชื่อมโยงพื้นที่ภายในภาคอีสานเข้าด้วยกัน ก่อนขยายออกไปเชื่อมต่อภูมิภาคอื่นของประเทศ และขยายผลต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ของกลุ่มอีสานตอนล่าง 1 โดยพื้นที่ดังกล่าวรวมตัวกันในนาม "กลุ่มนครชัยบุรินทร์" ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับกลุ่มอีสานตอนล่าง 2 ที่ครอบคลุมสุรินทร์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร และอุบลราชธานี เพื่อเสริมโครงข่ายเศรษฐกิจของอีสานใต้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม แผนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมระดับชาติที่ผ่านมามุ่งเน้นแกนเหนือ-ใต้ผ่านถนนมิตรภาพ จากภาคกลางสู่โคราชและหนองคายไปยัง สปป.ลาว และจีน แต่อีสานใต้ยังขาดโครงข่ายเชื่อมโยงในแนวตะวันออก-ตะวันตกที่จะดึงความมั่งคั่งจากโคราชไหลเวียนไปถึงอุบลราชธานี ส่งผลให้ในช่วงวิกฤต เช่น สถานการณ์โควิด-19 หรือความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ประตูเศรษฐกิจของอีสานตอนล่างต้องปิดตัวลงอย่างสิ้นเชิง
ดันอุบลฯ จาก "ปลายทาง" สู่ "ต้นทาง" การค้าสากล
แนวคิดสำคัญที่ถูกเสนอคือการปรับมุมมองต่อจังหวัดอุบลราชธานีใหม่ จากเดิมที่มองเป็นจังหวัดปลายทางสุดเขตแดนไทย ให้กลายเป็นต้นทางแห่งโอกาสในการเปิดประตูการค้าและการท่องเที่ยวสู่ตลาดนานาชาติ
สำหรับการแบ่งบทบาทเชิงฟังก์ชันของแต่ละจังหวัด ประกอบด้วย นครราชสีมา ทำหน้าที่เป็นประตูหลักด้านอาหาร บุรีรัมย์เน้นด้านสุขภาวะและเศรษฐกิจการจัดกิจกรรม สุรินทร์โดดเด่นด้านหัตถกรรมไหมและปศุสัตว์คุณภาพสูง ขณะที่ศรีสะเกษ ชัยภูมิ และอุบลราชธานี ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เกษตรมูลค่าสูง และเป็นด่านแรกเปิดตลาดสู่อินโดจีน
ดร.ณัชอิสร์ ยังเสนอให้เลิกมองความเจริญแยกเป็นรายจังหวัด แต่ให้มองเป็นคลัสเตอร์ที่เกื้อกูลกัน พร้อมยกโมเดลกลุ่มเมืองของญี่ปุ่นที่ไม่จำเป็นต้องรอโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากส่วนกลาง แต่ให้ภาคอีสานรวมกลุ่มเศรษฐกิจกันเอง นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการเกษตรในอีสานตอนล่าง เพื่อแปรรูปสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิให้เป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูง พร้อมชี้ปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจขนาดเล็กที่เข้าถึงสินเชื่อยาก และเรียกร้องให้ผู้ประกอบการรายเล็กพึ่งพาตนเองมากขึ้น แทนการรอเงินอุดหนุน





