วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน 2569

Login
Login

‘คลัง’ จับมือ คปภ. ดัน 50 บริษัทประกัน ร่วมโครงการภัยพิบัติถ้วนหน้า

“คลัง” ร่วมกับ “คปภ.” ขับเคลื่อนโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า กระจายความเสี่ยงงบประมาณของรัฐไปยังบริษัทประกันภัยในประเทศราว 50 แห่ง รวมถึงตลาดประกันภัยสากล คุ้มครองกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนทั้ง อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ร่วมกับคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้พิจารณาแนวทางในการดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้าหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการโครงการดังกล่าวไปเมื่อ 1 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยเห็นพ้องว่าโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้ามีความพร้อมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา สถานะทางการคลังของประเทศเผชิญกับความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงภัยพิบัติในแต่ละปี โดยต้องชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยผ่านงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สูงถึง 30,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น โครงการนี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงด้านภัยพิบัติที่ภาครัฐเคยต้องแบกรับไว้สู่ระบบประกันภัย เพื่อให้การบริหารงบประมาณแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับโครงสร้างทางการเงินของโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้านี้ นายลวรณ กล่าวว่า รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้ประชาชนปีละประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับวงเงินรองรับมูลค่าความเสียหาย (Coverage) ผ่านระบบประกันภัยสูงสุดถึง 75,000 ล้านบาทต่อปี

ในการนี้ คปภ. จะเข้ามามีบทบาทหลักในการช่วยออกแบบกรมธรรม์เพื่อใช้บังคับครอบคลุมสิทธิประโยชน์นี้โดยจะให้การคุ้มครองที่อยู่อาศัยประชาชนกว่า 30 ล้านครัวเรือน โดยที่ประชาชนไม่ต้องลงทะเบียนใด ๆ ทั้งสิ้น และระบบจะให้การคุ้มครองโดยอัตโนมัติทันทีหากเกิดภัยพิบัติขึ้นในพื้นที่

เบื้องต้นภัยพิบัติที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองจะประกอบด้วย อุทกภัย, วาตภัย, และแผ่นดินไหว โดยเน้นย้ำว่า ภายใต้ระบบประกันภัยรูปแบบใหม่นี้ ประชาชนผู้ประสบภัยจะได้รับเงินเยียวยาที่รวดเร็วขึ้นและได้มูลค่าการครอบคลุมความเสียหายของทรัพย์สินมากขึ้น

สำหรับระบบการเคลมประกัน จะมีการนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาช่วยเพิ่มความรวดเร็ว เช่น ตรวจสอบระดับน้ำหรือความสูงของน้ำในพื้นที่จริง เพื่อประเมินและอนุมัติจ่ายเงินเคลมก้อนแรกอย่างรวดเร็ว เช่น จ่ายงวดแรกทันที 10,000 บาท ในกรณีน้ำท่วม ส่วนการชดเชยความเสียหายทางทรัพย์สินตามจริงไม่เกิน 100,000 บาทต่อครอบครัว จะเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัยที่จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบในขั้นถัดไป

ดึง 50 บริษัทประกันร่วมบริหารความเสี่ยง

นายลวรณ กล่าวต่อไปว่า โครงการนี้ไม่ใช่การตั้งกองทุนใหม่ขึ้นมาบริหารจัดการ แต่เป็นการผลักดันความเสี่ยงทั้งหมดเข้าสู่ระบบประกันภัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) จะเป็นผู้บริหารจัดการส่งต่อไปยังบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศประมาณ 50 บริษัท ตามสัดส่วนและศักยภาพ เพื่อป้องกันปัญหาบริษัทขนาดเล็กแบกรับความเสี่ยงเกินตัว

ยิ่งไปกว่านั้น จะมีการส่งต่อความเสี่ยงบางส่วนออกไปยังตลาดประกันภัยสากลในต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในไทยเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นแนวทางมาตรฐานสากลที่ประเทศที่เผชิญภัยพิบัติบ่อยครั้งนิยมเลือกใช้ โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มเตรียมความพร้อมและเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการภายในปีนี้

"แม้บางประเทศอาจเลือกใช้รูปแบบอื่น เช่น การจัดตั้งกองทุน หรือการออกพันธบัตรภัยพิบัติ แต่สำหรับประเทศไทยในขณะนี้ วิธีโอนความเสี่ยงสู่ระบบประกันภัยถือเป็นแนวทางที่รวดเร็วและเป็นไปได้มากที่สุด"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึเหตุผลว่า เหตุใดบริษัทประกันภัยจึงกล้าเข้ามาแบกรับความเสี่ยงในโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า ทั้งที่รัฐบาลจ่ายเบี้ยประกันภัยเพียงปีละประมาณ 15,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายเฉลี่ยจริงจากภัยพิบัติในอดีตที่รัฐต้องจ่ายเยียวยาสูงถึง 30,000 ล้านบาทต่อปี

นายลวรณ ให้คำตอบว่า หลักการของธุรกิจประกันภัย ไม่ได้ประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนแบบปีต่อปี แต่จะบริหารจัดการระยะยาวเฉลี่ย 5 ถึง 10 ปี เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในแต่ละปีมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง บางปีอาจเกิดภัยพิบัติรุนแรง แต่บางปีก็อาจจะไม่เกิด ส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยมีทั้งปีที่ได้กำไรและขาดทุน ซึ่งการประเมินระยะยาวจะช่วยให้บริษัทเฉลี่ยความเสียหาย และรักษาสมดุลทางการเงินไว้ได้