สถานการณ์สินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลไทยยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา หลังข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569 หรือไตรมาส 2 ปี 2569 ภายใต้ข้อมูลของ NCB พบว่า สินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคล ซึ่งไม่รวมบุคคลธรรมดา จากฐานข้อมูลสถิติการให้กู้ของสถาบันการเงินในระบบเครดิตบูโร มีจำนวนรวม 2.54 ล้านล้านบาท ครอบคลุมประมาณ 1.1 ล้านบัญชี
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อสินเชื่อมีการเติบโตเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลถือเป็นกลุ่มสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นนายจ้างและเป็นกลไกที่กระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปในวงกว้าง
ประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้นคือสถานการณ์หนี้เสีย หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพ โดยอยู่ที่ 10.92% หรือคิดเป็นประมาณ 11% เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีจำนวนประมาณ 80,000 บัญชี
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานที่ระดับ 9.5% เนื่องจากฐานข้อมูลนี้รวมผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ไว้ด้วย
ขณะเดียวกัน หนี้ที่กำลังจะเสีย หรือสินเชื่อที่อยู่ในกลุ่มต้องจับตา มีสัดส่วน 4.95% หรือประมาณ 5% คิดเป็นวงเงิน 1.21 แสนล้านบาท แม้วงเงินดังกล่าวจะลดลง 9.3% แต่ยังมีจำนวนบัญชีอยู่ที่ประมาณ 67,500 บัญชี สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังมีลูกหนี้อีกจำนวนหนึ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ไหลเข้าสู่สถานะหนี้เสีย
สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้หลังจากกลายเป็นหนี้เสีย มีวงเงินรวม 2.22 แสนล้านบาท ลดลง 3.4% และมีจำนวนประมาณ 46,700 บัญชี สะท้อนการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่เข้าสู่สถานะหนี้เสียแล้ว
ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันก่อนที่จะกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งเป็นการดำเนินการกับลูกหนี้ที่อยู่ในกลุ่มหนี้ที่กำลังจะเสีย มีวงเงินรวม 3.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท โดยจำนวนบัญชีเพิ่มขึ้นเป็น 85,900 บัญชี จาก 64,700 บัญชีในเดือนมิถุนายน 2568
เมื่อพิจารณาตัวเลขหนี้เสียที่อยู่ที่ประมาณ 11% ประกอบกับหนี้ที่กำลังจะเสียอีกประมาณ 5% จะทำให้สัดส่วนความเสี่ยงของสินเชื่อทั้งสองกลุ่มรวมกันอยู่ที่ประมาณ 16% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในภาวะที่สินเชื่อโดยรวมเติบโตเพียง 0.5%
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ประเด็นการเร่งแก้ไขปัญหาสินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลถูกจับตามากขึ้น เพราะกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หากสถานการณ์สินเชื่อยังขยายตัวในระดับต่ำ
ขณะที่หนี้เสียและหนี้ที่กำลังจะเสียอยู่ในระดับสูง ย่อมเป็นแรงกดดันต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ตัวเลขดังกล่าวจึงสะท้อนว่าการแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการอย่างจริงจังและไม่ควรรอให้ปัญหาสะสมจนเข้าสู่จุดที่แก้ไขได้ยาก เพราะหากภาคธุรกิจซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจมีปัญหาด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น ผลกระทบย่อมสามารถขยายออกไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้างได้
ในอีกด้านหนึ่ง การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันที่เพิ่มขึ้นทั้งในแง่วงเงินและจำนวนบัญชี สะท้อนว่ามีความพยายามเข้าไปจัดการปัญหาก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้เสีย ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสียยังมีวงเงินอยู่ในระดับสูง จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าการแก้ไขปัญหาควรดำเนินการให้เร็วขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ที่ยังสามารถฟื้นตัวได้ไหลเข้าสู่สถานะหนี้เสียเพิ่มเติม
สถานการณ์ดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับบทบาทของธนาคารกลางและการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะปัญหาของภาคธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระบบการเงิน หากแต่สามารถส่งผ่านไปยังการลงทุน การจ้างงาน การบริโภค และกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมได้
ดังนั้น ตัวเลขสินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลที่เติบโตเพียง 0.5% ขณะที่หนี้เสียอยู่ที่ 10.92% และหนี้ที่กำลังจะเสียอยู่ที่ 4.95% จึงเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองกลุ่มรวมกันมีสัดส่วนประมาณ 16% ของสินเชื่อในฐานข้อมูลดังกล่าว
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลหนี้เสียที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องเร่งป้องกันไม่ให้หนี้ที่กำลังจะเสียไหลเข้าสู่สถานะหนี้เสีย และต้องทำให้สินเชื่อกลับมาสนับสนุนภาคธุรกิจที่ยังมีศักยภาพได้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการกลายเป็นแรงฉุดต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป



