วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม 2569

Login
Login

กนง.ชี้เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง เล็งอุ้ม ‘เปราะบาง-เอสเอ็มอี’

กนง.มีมติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ชี้ “เศรษฐกิจไทย” ฟื้นต่ำและไม่ทั่วถึง ลดดอกเบี้ยต่ออาจ แต่ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เหตุการส่งผ่านนโยบาย จ่อออกมาตรการการเงินเฉพาะจุด “เติมเงิน-ลดต้นทุน-ลดความเสี่ยงเครดิต” เปิดทางสินเชื่อช่วยครัวเรือนรายได้น้อยและกลุ่มเอสเอ็มอี พร้อมปรับโครงสร้าง 3 ผู้บริหาร ธปท.

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4 ปี 2569 มีมติเอกฉันท์ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.0% โดย กนง. ประเมินระดับดอกเบี้ยปัจจุบันมีความเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำ และการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง

ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. และในฐานะเลขานุการ กนง.กล่าวว่า กนง.ยังมีการพูดถึงความเหมาะสมของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

แต่เห็นว่าการลดดอกเบี้ยสถานการณ์ปัจจุบันอาจ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายการเงินมีข้อจำกัด และปัญหาหลายด้านของเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่สามารถแก้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 1% ถือว่าเข้าใกล้ขีดจำกัดของนโยบายการเงินแล้ว หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จึงควรใช้มาตรการที่ตรงจุดมากขึ้น ทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะกลุ่มและนโยบายการคลัง แต่หากในอนาคตเกิดภาวะวิกฤติรุนแรงกนง. ยังมีความสามารถที่จะลดดอกเบี้ยได้อีก

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้มาตรการเฉพาะจุดจะมีความแม่นยำและเห็นผลมากกว่า

ส่วนเหตุผลที่กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ดอกเบี้ยในต่างประเทศบางแห่งยังอยู่ในระดับสูงนั้น มองว่าปัจจุบันธนาคารกลางต่างประเทศเริ่มเห็นสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หลังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อทั่วโลกลดลง ทำให้แรงดันด้านนี้ลดลง

  • จ่อออกมาตรการทางการเงินใหม่ พยุงศก.-ลดต้นทุน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้นโยบายการเงินที่มีอย่างจำกัด การใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ในการช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุดมากกว่าการลดดอกเบี้ย

โดยปัจจุบันธปท.อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการทางการเงินเฉพาะจุดออกมาเพิ่มเติมเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับนโยบายการคลัง

โดยมาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจะมุ่งเป้าไปที่ 2 กลุ่มสำคัญ ทั้งดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำซึ่งคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มด้อยลง และเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ

“มาตรการที่ออกมา จะพิจารณาถึงวิธีการที่จะช่วยให้กลุ่มที่ควรได้รับสินเชื่อแต่ปัจจุบันเข้าไม่ถึง สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ทั้งการเติมเงินเข้าสู่ระบบ และการลดต้นทุนทางการเงิน รวมถึงการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk) เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น”

โดยมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเหล่านี้ เมื่อใช้ควบคู่กับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและนโยบายการคลังที่เน้นการปรับโครงสร้างจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ทั่วถึงมากขึ้น
กนง.ห่วงคุณภาพสินเชื่อ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมกนง. ยังห่วงเรื่องด้านคุณภาพสินเชื่อและหนี้เสีย (NPL) โดยภาวะการเงินของกลุ่มเอสเอ็มอีและครัวเรือนรายได้ต่ำยังคงตึงตัวและคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มด้อยลง โดยจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแต่อยู่ในระดับที่สูงเท่านั้น แต่ยังมีทิศทางที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคต่อการบริโภค เพราะเมื่อประชาชนมีภาระหนี้เยอะ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการรีบใช้หนี้ ทำให้ไม่มีเงินเหลือไปใช้จ่ายในภาคเศรษฐกิจ

“แม้ในภาพรวมสินเชื่อรวมจะขยายตัวได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นการขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการ Working Capital เพื่อกักตุนสินค้าและวัตถุดิบช่วงวิกฤติพลังงาน ไม่ใช่เพียงการลงทุนใหม่อย่างเดียว ซึ่งระยะข้างหน้าการขยายตัวส่วนนี้อาจลดลงได้ และ กนง.ห่วงคนที่มีศักยภาพและควรได้รับสินเชื่อแต่กลับไม่ได้รับ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทำให้ ธปท.พิจารณามาตรการเฉพาะจุด”

  • จับตาสงครามการค้า-Section 301

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะจากปัจจัยต่างประเทศยังเป็นหนึ่งในความเสี่ยง โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐฯและมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย

หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือมาตรการ Section 301 ของสหรัฐฯโดยเฉพาะประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินหรือ Excess Capacity ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวในระดับใด

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ จีน และประเทศอื่นๆ ที่มีการใช้มาตรการภาษีตอบโต้กันเป็นระยะ รวมถึงนโยบายของสหรัฐฯที่เกี่ยวข้องกับประเทศซึ่งมีการค้ากับอิหร่าน ซึ่งหากเกิดการตอบโต้กลับจากจีน ก็อาจสร้างความไม่แน่นอนต่อบรรยากาศการค้าโลกและส่งผลต่อภาคธุรกิจไทยได้

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือความผันผวนของตลาดการเงินโลก โดยความไม่มั่นใจต่อสถานะการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

ขณะเดียวกันความไม่มั่นใจต่อเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทแข็งค่าในบางช่วง แต่ยังคงเคลื่อนไหวตามค่าเงินในภูมิภาค

“การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังสอดคล้องทิศทางสกุลเงินภูมิภาค และยังไม่เห็นผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวม”

  • ลงทุนสูง แต่จ้างงานต่ำ

สำหรับการลงทุน AI และ Data Center แม้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างการลงทุนใหม่ แต่เป็นธุรกิจใช้เงินทุนเข้มข้น (Capital Intensive) และใช้แรงงานน้อยลงเมื่อเทียบธุรกิจในอดีต เนื่องจากการจ้างงานใหม่จากธุรกิจที่เกี่ยวข้อง AI และเทคโนโลยีอาจไม่ชดเชยจำนวนแรงงานจากธุรกิจเดิมที่ปิดตัวได้ทั้งหมดทำให้ความมั่นคงการจ้างงานลดลง และระยะต่อไปอาจเห็นอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันการบริโภคภาคเอกชนยังเป็นอีกจุดที่ต้องติดตาม แม้ภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การบริโภคในไตรมาส 2 ยังต่ำกว่าที่ประเมินไว้ สะท้อนว่ากำลังซื้อที่แท้จริงของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

ส่วนเงินเฟ้อ แม้ปัจจุบันจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากราคาพลังงานที่ลดลงและการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด แต่กนง.ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เนื่องจากในระยะต่อไปอาจมีแรงกดดันจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจผลักดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้สูงขึ้น

“แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะลดลง แต่ กนง.ไม่ชะล่าใจและต้องติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและความเสี่ยงจากต่างประเทศใกล้ชิด”

  • ปรับโครงสร้าง 3 ผู้บริหาร ธปท.

นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ เห็นชอบการโยกย้าย และเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมรองรับความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ดังนี้

1. ย้ายนางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร เป็น รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เพื่อแทน นางรุ่ง มัลลิกะมาส ซึ่งจะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าการ

2. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน

3. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน เป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินและกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย