วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

เปิดบทบาท ‘ปลาผู้ล่า’ คุมสัตว์น้ำต่างถิ่น เตือนปล่อยมั่วระบบนิเวศพัง

ม.เกษตรฯ เปิดบทบาท “ปลาผู้ล่า” ดักตัดวงจรปลาหมอคางดำ ย้ำไม่ใช่ยาวิเศษ เตือนปล่อยมั่วสุ่มสี่สุ่มห้าอาจซ้ำเติมระบบนิเวศพัง สัตว์น้ำพื้นเมืองสูญพันธุ์ ชี้ต้องประเมินพื้นที่และควบคุมปริมาณปล่อยอย่างรอบคอบ

KEY POINTS

  • การใช้ปลาผู้ล่าพื้นถิ่น เช่น ปลากะพงขาว ปลาช่อน และปลาอีกง เป็นแนวทางชีววิธีในการควบคุมประชากร "ปลาหมอคางดำ" ซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น โดยมุ่งเป้าไปที่การกินลูกปลาเพื่อตัดวงจรการแพร่พันธุ์
  • การปล่อยปลาผู้ล่าต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเลือกชนิดและจำนวนให้เหมาะสมกับระบบนิเวศของแหล่งน้ำนั้นๆ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสัตว์น้ำชนิดอื่นและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ
  • การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน ไม่ใช่แค่พึ่งพาปลาผู้ล่า แต่ต้องส่งเสริมการจับเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ เช่น การบริโภคหรือทำเป็นอาหารสัตว์ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการควบคุมจำนวน

 ท่ามกลางวิกฤต “ปลาหมอคางดำ” ที่สร้างความกังวลให้กับระบบนิเวศและภาคประมงไทย จากความสามารถในการปรับตัวสูง อึด ทน และแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว จนขยายพื้นที่ไปยังแหล่งน้ำหลายแห่ง หลายคนอาจมองว่าการรับมือกับปลาต่างถิ่นชนิดนี้เป็นเรื่องยาก แต่ในโลกของธรรมชาติ ทุกชีวิตล้วนอยู่ภายใต้กฎของห่วงโซ่อาหาร เมื่อมี “ผู้รุกราน” ย่อมต้องมี “ผู้ล่า” และนี่คืออีกหนึ่งกลไกสำคัญที่นำมาใช้ เพื่อตัดวงจรการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้

เปิดบทบาท ‘ปลาผู้ล่า’ คุมสัตว์น้ำต่างถิ่น เตือนปล่อยมั่วระบบนิเวศพัง

 ดร.สหภพ ดอกแก้ว รองหัวหน้าภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า ปลาหมอคางดำไม่ได้เป็น “นักล่าบนสุด” ของระบบนิเวศอย่างที่หลายคนเข้าใจ ถึงแม้ปรับตัวและขยายพันธุ์ได้เร็ว แต่เมื่อเข้าสู่ระบบนิเวศที่มีปลาผู้ล่าพื้นถิ่นอยู่แล้ว ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์กินพืชก็ถูกล่าและถูกกินเป็นอาหารได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังเป็นไข่หรือลูกปลาขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร ดังนั้น การปล่อยปลาผู้ล่า (Predatory Fish) ว่า การใช้ปลาผู้ล่าในการควบคุมชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นเป็นวิธีการควบคุมแบบชีววิธี (Biological Control) ที่ได้รับการวิจัยและนำมาใช้ในหลายประเทศอย่างกว้างขวาง

ชื่อนักล่าตัวแรกที่ถูกยกขึ้นมาในภารกิจนี้คงหนีไม่พ้น “ปลากะพงขาว” นักล่าปากกว้างที่กลายเป็นทัพหน้าในการควบคุมปลาหมอคางดำ โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำกร่อยและชายฝั่ง มีพฤติกรรมกินสัตว์น้ำเป็นอาหาร รวมถึงปลาหมอคางดำขนาดเล็ก งานศึกษาของกรมประมงพบว่า ปลากะพงขาวขนาดประมาณ 4 นิ้ว กินปลาหมอคางดำตัวขนาด 2–3 เซนติเมตรได้เฉลี่ยประมาณ 5–12 ตัวต่อวันภายใต้สภาพการทดลอง จุดนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะปลาหมอคางดำเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้ตั้งแต่ขนาดเล็ก การจัดการตั้งแต่ช่วงลูกปลาจึงเท่ากับเป็นการตัดวงจรการขยายพันธุ์ตั้งแต่ต้นทาง

เปิดบทบาท ‘ปลาผู้ล่า’ คุมสัตว์น้ำต่างถิ่น เตือนปล่อยมั่วระบบนิเวศพัง

 กรมประมงจึงนำปลากะพงขาวมาใช้เป็นหนึ่งในแนวทางในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ โดยปล่อยปลากะพงขาวหลังจากมีการจับปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ออกจากแหล่งน้ำ หรือสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

อีกหนึ่งนักล่าที่คือ “ปลาอีกง” เป็นปลาถิ่นดั้งเดิม (Native Species) ของประเทศไทย แม้ขนาดไม่ใหญ่เท่าปลากะพงขาว แต่มีบทบาทสำคัญในฐานะปลาผู้ล่า กรมประมงได้ศึกษาว่าปลาอีกงตัวขนาด 4 นิ้ว สามารถกินปลาขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตรได้วันละ 3-4 ตัว ที่สำคัญ ปลาอีกงอยู่ได้ทั้งในพื้นที่น้ำจืดและน้ำกร่อย ทำให้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ดร.สหภพ มองว่า การมีปลาผู้ล่าหลายชนิดในระบบนิเวศ เป็นแนวทางที่น่าสนใจ เพราะปลาหมอคางดำเองก็มีการกระจายตัวในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย การใช้ผู้ล่าหลายชนิดจึงสามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างของกันและกันได้

เปิดบทบาท ‘ปลาผู้ล่า’ คุมสัตว์น้ำต่างถิ่น เตือนปล่อยมั่วระบบนิเวศพัง

 สำหรับพื้นที่น้ำจืด “ปลาช่อน” และ “ปลาชะโด” คือ สองนักล่าเจ้าถิ่นที่คุ้นเคยกันดี ด้วยพฤติกรรมการล่าเหยื่อและดำรงชีวิตในแหล่งน้ำจืด ทั้งสองชนิดจึงมีศักยภาพในการช่วยควบคุมปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่เหมาะสม ขณะที่ “ปลากราย” และ “ปลากระสูบ” ก็เป็นอีกกลุ่มปลาผู้ล่าที่กรมประมงให้ความสนใจ การมีนักล่าหลายชนิดในระบบนิเวศจึงเปรียบเสมือนการสร้าง “กำแพงชีวภาพ” ที่ช่วยควบคุมต่อประชากรลูกปลาต่างถิ่นไม่ให้เพิ่มจำนวนเป็นการตัดวงจรการแพร่พันธุ์

 อย่างไรก็ตาม ดร.สหภพ ชี้ให้เห็นว่า การใช้ปลาผู้ล่าไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ยาวิเศษ” ที่ปล่อยลงไปแล้วจะกำจัดปลาหมอคางดำได้ทั้งหมด เพราะระบบนิเวศทางน้ำมีความซับซ้อน และการเพิ่มจำนวนผู้ล่ามากเกินไปก็อาจกระทบต่อสัตว์น้ำชนิดอื่นได้เช่นกัน ดังนั้น หัวใจสำคัญการใช้ปลานักล่าในการควบคุมปลาต่างถิ่นอยู่ที่การเลือกชนิดพันธุ์ปลาผู้ล่าและอัตราการปล่อยให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละพื้นที่หรือระบบนิเวศของแหล่งน้ำ เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสัตว์น้ำพื้นเมืองที่มีอยู่เดิม รวมถึงการอยู่รอดของปลาผู้ล่าที่ปล่อยด้วย

 นอกจากปลาผู้ล่าแล้ว ในพื้นที่ชายฝั่งและป่าชายเลน “ปูทะเล” ก็เข้ามามีบทบาทในอีกมิติหนึ่ง แม้ไม่ได้เป็นสัตว์นักล่า แต่เป็นแนวทางในการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและชาวประมง เพราะชาวประมงบางพื้นที่นำปลาหมอคางดำมาสับใช้เป็นเหยื่อล่อปู ช่วยลดต้นทุนการทำประมง ขณะเดียวกัน เกษตรกรนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงปู ช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นอีกแนวทางเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการจับปลาหมอคางดำออกจากธรรมชาติมากขึ้น

เปิดบทบาท ‘ปลาผู้ล่า’ คุมสัตว์น้ำต่างถิ่น เตือนปล่อยมั่วระบบนิเวศพัง

 นี่จึงเป็นอีกมิติหนึ่งของการจัดการปัญหา การควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำพึ่งพาการปล่อยปลาผู้ล่าเพียงอย่างเดียวไม้ได้ แต่ต้องทำให้เกิด “ระบบเศรษฐกิจ” ขึ้นมา เมื่อปลาหมอคางดำถูกจับออกมาแล้ว หากนำไปประกอบอาหาร แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ หรือใช้เป็นวัตถุดิบในภาคประมง สามารถสร้างรายได้ และเปลี่ยนต้นทุนในการกำจัดให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

 ดร.สหภพ ยังให้ความสำคัญกับแนวคิดการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ โดยมองว่าการสร้างตลาดและการบริโภคเป็นอีกแรงผลักดันที่สำคัญ เพราะยิ่งปลาที่จับได้สามารถสร้างรายได้ ก็ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้คนออกไป “จับแล้วใช้” เชื่อมโยงการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมเข้ากับเศรษฐกิจสังคม

 เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าการควบคุมปลาหมอคางดำไม่ควรฝากความหวังไว้กับวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ต้องใช้หลายกลไกทำงานพร้อมกัน การใช้นักล่าตามธรรมชาติช่วยกินลูกปลา การจับปลาขนาดใหญ่ออกจากระบบ การเฝ้าระวังช่วยป้องกันการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่ ขณะที่การแปรรูปและการใช้ประโยชน์ช่วยสร้างตลาดและแรงจูงใจให้เกิดการจับอย่างต่อเนื่อง

 อย่างไรก็ตาม “กำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไป” จนเหลือศูนย์ในธรรมชาติทำได้ยาก การควบคุมประชากรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเป็นไปได้มากกว่าด้วยหลายแนวทาง จนประชากรปลาหมอคางดำลดลงและอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ “ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน ปลาชะโด ปลากราย ปลากระสูบ” และนักล่าชนิดอื่น ๆ จึงไม่ใช่พระเอกเพียงตัวเดียว แต่เป็นอีกแนวทางทำหน้าที่เป็น “กองทัพธรรมชาติ” ที่เข้ามาช่วยทวงคืนสมดุล ขณะที่คนเองก็ต้องทำหน้าที่จับออก ใช้ประโยชน์ และไม่เปิดโอกาสให้ผู้รุกรานขยายพื้นที่เพิ่ม

 จากวิกฤตปลาต่างถิ่น จึงอาจกลายเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของการจัดการทรัพยากรไทยว่า ความเข้าใจกลไกของระบบนิเวศและเลือกใช้ให้ถูกทาง “ผู้ล่า” หรือพลังของธรรมชาติผสานเข้ากับพลังของคน ภารกิจการจัดการประชากร “ปลาหมอคางดำ” ก็มีโอกาสเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

การรับมือกับปลาหมอคางดำด้วยการปล่อย “ปลาผู้ล่า” ตามกลไกธรรมชาติ ถือเป็นการใช้แนวทางทางชีววิธีที่ตรงจุดในการตัดวงจรประชากรลูกปลาตั้งแต่ต้นทาง อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่อาจพึ่งพาปลาผู้ล่าเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัยการผสานพลังระหว่างธรรมชาติและชุมชน ผ่านการสร้างระบบเศรษฐกิจ “จับแล้วใช้” ที่เปลี่ยนปลาต่างถิ่นให้เป็นรายได้และวัตถุดิบต้นทุนต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อระบบนิเวศในระยะยาว